เชื่อว่าทุกคนคงเคยมีความรู้สึกแบบนี้
 
ตอนที่ยังเด็กๆ ก็รู้สึกอยากโตเหลือเกิน อยากเหลือเกินที่อยากจะเป็นผู้ใหญ่ 
ตอนที่ยังเด็กๆ ก็รู้สึกเบื่อเหลือเกิน เบื่อที่ต้องเฝ้ารอบางคำตอบที่จะรู้เมื่อเป็นผู้ใหญ่
ตอนที่ยังเด็กๆ ก็รู้สึกหน่ายเหลือเกินกับบางอย่างที่ห้ามทำ
จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วเท่านั้น
 
ดูไม่ใกล้ไม่ไกล ดูเอาเถอะว่าเด็กๆ สมัยนี้บางคนดูๆ แล้ว
ก็รีบโต รีบโตเสียจนน่ากลัว
 
แล้วทุกคนที่ขึ้นชื่อว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเคยประสบกับความรู้สึกนี้ไหม
 
อยากจัง อยากกลับไปเป็นเด็กๆ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
อยากจัง อยากกลับไปวิ่งเล่นหรือทำอะไรพิเรนทร์ๆได้โดยทุกคนพร้อมให้อภัย
อยากจัง อยากกลับไปอยู่ในโลกสวยๆ 
แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว อย่างไรเสียก็คงทำได้แค่อยาก
 
.
.
.
.
 
ถ้าพูดถึงวรรณกรรมเยาวชนที่โ่ด่งดังคลาสสิกติดอันดับสองเรื่องนี้คงติดในทำเนียบด้วย
สองเรื่องที่ว่าคือ "Alice in wonderland" กับ "Peter Pan"
 
ทั้งสองเรื่องนี้มีความคล้ายกันอยู่บางเรื่อง
นั่นคือดินแดนแห่งจินตนาการอย่าง wonderland และ neverland 
และอีกเรื่องที่เป็นความคล้ายคลึงกันนั่นคือ การมีตัวตนจริงของผู้เป็นแรงบันดาลใจ 
อลิซ และ ปีเตอร์
 
.
.
.
.
 
คุณเคยไหมที่อยากเก็บความเป็นเด็กไว้ตลอดไป
เคยไหมที่รู้สึกว่าเรามีพื้นที่เล็กๆ ขอเราเอง ที่สามารถจะเป็นเด็กๆได้เสมอ
เคยไหมที่รู้สึกว่า เรามีพื้นของความฝันเล็กๆ เหมือนตอนเรายังเป็นเด็ก
พื้นที่ของเรา ที่สวยงามเสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม
 
แต่ก็นั่นล่ะ ไม่มีใครที่สามารถเป็นเด็กไ้ด้ตลอดไป
และถึงแม้บางครั้งเราจะแอบฝันเล็กๆ แต่ก็อาจจะมีฝันร้ายเข้ามาแทรกได้เสมอ
และที่อาจจะแย่กว่าฝันร้ายคือการตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่า
แดนมหัศจรรย์ของเรานั้น ไม่เคยมีอยู่จริง
 
.
.
.
.
 
งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมามีโอกาสได้จับจองเป็นเจ้าของหนังสือเล่มหนึ่ง
I have been Alice หรือชื่อภาษาไทยว่า "ครั้งหนึ่งนั้นฉันคืออลิซ"
ได้นั่งละเลียดอ่าน ถึงแม้จะไม่ได้อ่านแบบชนิดที่ละเมียดอ่านในห้องส่วนตัว
ในบรรยากาศสงบ อิ่มไปกับทุกตัวอักษร แบบที่ผ่านๆ มา
 
แต่เนื้อหาเรื่องราวในเรื่องก็ซึบซับเข้าไปในความรู้สึกไปไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
 
แน่นอนเราไม่ใช่ลูกสาวของคนใหญ่โตหรือมีชื่อเสียงอะไร
แต่ด้วยความที่ทำงานที่เดียวกับพ่อ อย่างไรเสียก็ย่อมต้องมีคนรู้จักพ่อ
 
อย่างไรเสียเราก็เป็นคนคนนึงที่มีความดื้อแพ่งพอตัวและรั้นจะทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควร
และครั้งนึงเราก็เคยเป็นคนคนนึงที่ทรนงตัวในระดับนึง
 
การได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ มันเหมือนเราได้เห็นกระจกสะท้อนตัวเองออกมาในบางมุม บางเรื่องราว
บางตอนเรียกน้ำตาเราได้ไม่ยาก ในขณะที่บางตอนก็เหมือนจะต่อยเราเสียจุกไปเลย
 
แต่ที่แน่ๆ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้ว่ามันไม่ผิดนะ ที่อยากจะเก็บส่วนนึงของความเป็นเด็กไว้
แต่คุณต้องยอมรับด้วยว่ามันทำได้แค่เก็บไว้ อย่างไรเสียวันนึงเราต้องเป็นผู้ใหญ่
แล้วโลกสวยๆ ใบนั้น มันอาจจะเป็นเพียงแค่ความฝัน
ถึงแม้ว่าวันนึงจะตื่นมาเพื่อพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน แต่มันก็คือฝันดีมิใช่หรือ?
 
 
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูจะเป็นข้อคิดที่ดีนั่นคือเวลาจะอะไรก็ตามจงคิดให้ดี
อย่าเพียงแต่ทรนงว่าตนแน่ และเก่ง ต้องมีสติให้มั่น ไตร่ตรองด้วยปัญญาให้ถี่ถ้วน
เพราะถึงแม้วันนึงการกระทำนั้นจะเป็นแค่อดีต แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมีอดีตที่ไม่น่าจดจำหรอก
จริงไหมคะ?
 
เมื่อวานนี้ได้จับกลุ่มกับเพื่อน 1 คนและรุ่นน้องในที่ทำงานอีก 1 คนไปดูเรื่อง mirror mirror
โดยรวมแล้วหนังสนุกดี มีช่วงจังหวะให้ได้หัวเราะบ่อยทีเดียว ฉากและเสื้อผ้าสวยงามอลังการ
 
ต่อไปนี้จะเป็นการสปอยล์เรื่องราวแล้วนะคะ
ใครยังไม่ดู แล้วตั้งใจไปดู ข้ามไปเลยค่ะ
ใครดูแล้วแล้ว เรามาอ่านแล้วแลกความคิดเห้นกัน
ส่วนใครยังไม่ดูแล้วคิดว่าจะไม่ดู อยากอ่านก็ได้ แต่กรุณอย่าว่าว่าเอามาสปอยล์ทำไม ข้าพเจ้าเตือนแลวเน้อ
 
Mirror Mirror เป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมากจากนิทานชื่อดังอย่าง Snowwhite 
คาดว่าข้อนี้ทุกคนคงรู้แล้ว
ต้นฉบับเป็นเรื่องราวราวของเจ้าหญิงแสนสวยที่แลดูบอบบาง
ต้องถูกรังแกจากราชินีใจร้ายอยู่ร่ำไปจนกว่าจะมีเจ้าชายรูปงาม มากด้วยคุณธรรมมาช่วย
แล้วเรื่องราวจากนั้นจึงจบลงด้วยการแต่งงาน มีชีวิตแสนหวานไปชั่วนิรันทร์
 
อีกข้อที่ทุกคนพอจะรู้คือเรื่องราวที่ถูกดัดแปลงนี้
เจ้าหญิงแสนสวยออกจะไม่เรียบร้อยและราชินีก็ออกจะใจร้ายปนติ๊งต๊องไปซักหน่อย
เช่นกัน เจ้าชายก็ไม่ใช่หนุ่มรูปงามมาดเข้มที่ดูหล่อเท่ห์ในทุกจังหวะอย่างก้าว
 
พูดในอีกมุมหนึ่งคือ เจ้าหญิงและเจ้าชายของเราในเรื่องนี้ดูจะใกล้ความเป็นคนธรรมดาขึ้นมาหน่อย
 
เรื่องราวเปิดมาด้วยสาเหตุที่ทำให้เจ้าหญิงแสนสวยต้องอยู่กับราชินีใจร้าย
หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงให้หมดความเชื่อมั่นในตัวเอง 
หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงให้ไม่รับรู้ความเป็นไปใดๆ 
หญิงสาวที่มีเพื่อนเป็นเพียงคนรับใช้ก้นครัว กับนกนตัวเล็กๆที่หลงบินเข้ามา
แต่อย่างว่าแหละ คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งก็เกิดการระเบิดได้เช่นกัน
 
เจ้าหญิงที่ดูไม่น่าจะทำอะไรได้เริ่มแหกกฎจนโดนไล่ออกจากวังเพื่อหวังว่าจะให้ไปตายกลางป่า
แต่ดันไม่เป็นไปตามนั้น เรื่องราวแท้จริงเริ่มจากจรงนี้ต่างหาก
 
หากเจ้าหญิงอยากจะเข้มแข็ง เธอมีราคาที่ต้องจ่าย
ทิ้งชีวิตหรูหรามาอยู่อย่างโจร
ทิ้งเสื้อผ้าสวยงามมาใส่ชุดที่ดูทะมัดทะแมง
มือที่เคยจับข้่วของสวยงามเปลี่ยนเป็นจับดาบ
 
ถึงจะดูไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่การที่ต้องอยู่ในป่าในสภาพของผู้หญิงคนเดียว
กับชายหนุ่ม (ที่ถึงแม้จะเป็นคนแคระ) ก็คงไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายหนักหนา
แต่ราคาที่สโนไวท์จ่ายไปนั้นก็คุ้ม 
เพราะความสุขที่ได้รับในตอนจบนั้น ก็เป็นอย่างที่เจ้าหญิงในเทพนิยายควรได้รับ
และสโนไวท์เลือกจะจ่าย ก่อนได้รับ
 
มาดูราชินีกับบ้าง 
แน่นอนผู้หญิงทุกคนอยากสวย แต่ความสวยเป็นอมตะ
และอำนาจที่นึกอยากใช้ได้ตามใจชอบ ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
แน่นอนว่าราชินีมีอำนาจ มากเท่าที่ต้องการ
มนต์สเน่ห์เส่ห์คาถา ใช้ได้คล้ายไร้ที่สิ้นสุด 
แต่ทั้งล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย 
 
ยิ่งราชินีเลือกผลที่ได้มีเท่าไหร่ มากเท่าไหร่ ราคาที่ต้องจ่ายก็ต้องสูงเท่านั้น
สำคัญที่ราชินีเลือกผลลัพธ์ก่อนจะรู้ราคาที่ต้องจ่าย
 
ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูง แต่ถ้าราคาที่สูงนั้นให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจก้คงพอยอมรับได้
แต่ราคาที่ราชินีจ่ายไปนั้น เมื่อคราวต้องจ่ายก้เป็นเวลาเดียวกันกับที่รู้ว่า
ราคาที่ต้องจ่ายไปแลกกับผลลัพธ์นั้น อาจไม่คุ้มค่ากัน 
เพราะเมื่อจ่ายไปแล้ว ราชินีไม่เหลือสิ่งใด
ไม่เหลือกระทั่งเงาจางๆ ให้ผู้คนได้นึกถึงอย่างชื่นชมเมื่อยามที่ตนลับล่วงไป
 
.
.
.
.
 
ถ้าใครได้ไปดูเรื่องนี้แล้ว คงจะได้ยินกระจกเตือนราชินีอยู่บ่อยๆ ว่า ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย
เฉกเช่นชีวิตคนเรานั่นล่ะ ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด
เรามีราคาที่ต้องจ่าย
 
อยากเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง คุณต้องจ่ายเป็นการฝึกฝนที่หนักหน่วง
อยากเป็นนักกีฬาที่เป็นหนึ่ง คุณต้องจ่ายเป็นการซ้อมแบบลืมคำว่าเหนื่อย
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องจ่ายด้วยการอ่าน การฝึกฝน
อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องจ่ายด้วยการทุ่มเททำงาน
แม้กระทั่งอยากเป็นคนดี ก็ยังต้องจ่ายด้วยการหักห้ามใจไม่ให้ทำสิ่งไม่ดี
หรือแม้แต่อยากจะไปถึงเป้าด้วยการโกง ก็ต้องจ่ายด้วยการมีชะนักปักหลังไปทั้งชีวิต
 
.
.
.
.
 
พอโตๆ มาแล้วบางคร้งก็รู้สึกว่ามีเรื่องที่ "ต้องจ่าย" ออกจะมากไปนิดนึง
อาจจะเพราะอยากได้หลายสิ่งเหลือเกิน
การงานมั่นคง การเงินแข็งแรง ที่ทำงานแสนดี ฯลฯ 
 
จนบางทีก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายด้วยอะไรดี
ถึงจะได้โลกสวยๆ แบบตอนเป็นเด็กๆ กลับมา แม้ซักนาทีก็ยังดี
 
 
 

เล่าเรื่อง เรื่องเล่า

posted on 30 Dec 2011 17:36 by ttaanngg  in Diary
เงียบหายไปนานมาก คาดว่าหลายๆ คนจะลืมกันไปแล้วล่ะ
มาคราวนี้มาเหมือนจะเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอให้ฟังแก่กันมากกว่า
เรื่องราวเยอะแยะ เสียจนต้องนั่งเรียงลำดับให้ดี เพราะเกรงว่าจะตกหล่นกันไป
 
ยักษ์วัดพระแก้ว ตอนกลางคืนก็น่ากลัวเนอะ
 
1. ประสบการณ์ที่ไม่อยากเจอ
 
ที่บ้านเราประสบมหาอุทกภัยกับเขาด้วย เลยทำให้กลายเป็นผู้อพยพไปโดยปริยาย
แต่ในความเหมือนโชคร้ายนั่นก็ยังมีความโชคดี
ตรงที่ที่ทำงานเรานั้น เ้ขาหาที่พักให้ 
แต่การได้ที่พักมานั้น เรียกได้ว่าแทบจะต้องแลกกับการไปทำงานทุกวัน
(แหงล่ะ ก็ไม่มีข้ออ้างให้หยุดแล้วนิ่)
งานทุกอย่างที่เกี่ยวกับยา คล้ายจะรุมสุมเข้ามา
 
แลกกับการต้องอยู่คนเดียว
หลายครั้งที่เวลาปิดประตูห้องพักแล้ว รู้สึกเหงาจนเรียกว่าเกือบจะวังเวง
บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่าจะร้องไห้ออกมาให้ได้เสียเดี๋ยวนั้น
บางครั้งก็แอบร้องไห้ออกมาเงียบๆ คนเดียว
ก่อนจะบอกตัวเอง ไม่ได้นะ ต้องอดทนและเข้มแข็งกว่านี้
 
พระบรมมหาราชวังยามค่ำคืน
 
แลกกับการต้องรับฟังคนที่มารับบริการในช่วงนั้นบ่นว่า
มาทำไมทำงานได้ช้า ทำไมถึงไม่อย่างนั้น อย่างนี้ฃ
 
ถึงจะดูมากมาย แต่รู้ไหม ที่ไม่นาเชื่อที่สุดคือตัวของเราเอง
ไม่เคยคิด ว่าจะผ่านเรื่องแบบนี้มาได้ด้วยตัวเอง
ไม่เคยคิดว่าวันนึง จากคนที่เคยเป็นเด็กแล้วบ่นไปเสียทุกเรื่อง
และรู้สึกตลอดว่าตัวเองมีคนให้พึ่ง
จะกลับกลายเป็นคนที่พึ่งแถมยังกลายเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้
 
มองย้อนกลับไป เอาเข้าจริงๆ แล้วถ้าหากไม่ได้ผ่านเรื่องราวพวกนี้ 
เราเองก็คงเป็นคนที่ไม่รู้จักโตเสียที
 
พระบรมมหาราชวังยามค่ำคืน ฝีมือพอได้ไหม?
 
2. เสน่ห์มือสอง
 
จากการที่ได้กลายเป้นผู้อพยพนั่นล่ะ ทำให้กลายเป็นว่ากลับมาไม่เจอใคร
ดูโทรทัศน์หรือก็เบื่อเหลือแสน ไม่ต้องพูดถึงข่าวน้ำท่วม
แล้วแล้วเหมือนระดับความเครียดจะพุ่งปรี๊ดเอาดื้อๆ
ก็เลยตกลงปลงใจกับความคิดที่ว่า หนังสือนี่ล่ะ ท่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา
 
ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมือหนึ่งอยู่หรอก แต่ซักพักเริ่มรู้สึก
ว่ามันออกจะแพงเกินไปซักหน่อย
เลยเริ่มๆ มองร้านหนังสือมือสอง ที่มีมากมายบริเวณที่เราพัก
 
star แบบใช่ไหม รูปนี้ถ่ายเสร็จแขนสั่นเลย
 
ร้านแรกที่ได้อุดหนุน เป็นร้านแผงข้างทาง หนังสือถูกมาก
และมีทุกประเภทเลยทีเดียว
ตั้งแต่นิยาย ไปยันหนังสือเรียน 
เราไปด้อมๆ มองๆ แล้วก็เลือกหนังสือสภาพดีๆ ได้มาเล่มหนึ่ง
 
จากนั้นก็เริ่มเข้าอีกร้าน ร้านที่สองนี่ดูเป็นตึกแถวใหญ่โต
จากที่ไม่เคยคิดจะเข้าร้านหนังสือมือสอง เลยเป็นว่าต้องเสน่ห์เข้าให้เสียแล้ว
 
แน่นอนว่า กลิ่นของฝุ่นนั้นคงไม่ใช่เสน่ห์หรอก
แต่เสน่ห์คือการที่เราได้พบเจอหนังสือหลายเล่มที่เราเคยได้อ่านตอนเด็กๆ
หลายเล่ม เห้นอยู่ในห้องสมุดเมื่อสมัยครั้งยังเป็นนักเรียนมัธยม
บางเล่มที่เราเคยคิดว่าอยากอ่าน แต่หาซื้อไม่ได้แล้ว
ร้านสว่างขัดกับกลิ่นอับเล็กๆ ของหนังสือเก่า
 
คนเยอะมาก โดนเหยียบเท้าไปก็หลาย
 
เราได้หนังสือมาเป็นเพื่อนคลายเหงาหลายเล่มในราคาค่อนข้างเป็นมิตร
 
มันไม่สำคัญเลย ว่าหนังสือเล่มนั้นจะผ่านมือใครมา
แต่มันสำคัญตรงที่ มันได้กลายเป็นเพื่อน ที่เราพกไปไหนๆ ได้
ทำให้คนที่อยู่คนเดียวอย่างเราไม่เหงาไม่ฟุ้งซ่าน
และเชื่อว่ามันคงเคยได้ทำหน้าที่นี้มาก่อน และแน่นอนว่า
คงทำได้ดีทีเดียว
 
ส่วนตัวชอบรูปนี้นะ ขลังดี 
 
3. (ริอาจ) เป็นช่างภาพ
 
ด้วยความที่อยู่คนเดียวแล้วออกจะว่างๆ ไปซักหน่อย
ประกอบกับเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ก้เลยถอยกล้องมาใหม่
ดูไปดูมา เงินเก็บหายเกลี้ยง เริ่มเก็บกันใหม่เลย
ได้มาเป็น canon600D 
 
ได้กล้องมาก็เริ่มตระเวนถ่ายรูปกันเลยทีเดียว
แถมด้วยการใช้กล้องครั้งแรก ก็ถ่ายรูปตอนกลางคืน
ส่วนฝีมือ ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละค่ะ
 
คงต้องฝึกอีกเยอะ
 
รูปสุดท้าย จริงๆ มุมทำให้อยากได้เลนส์ไวด์มากๆ
 
4. เหมือนจะอยู่คนเดียว แต่ไม่เคยอยู่คนเดียว
 
ด้วยความที่น้ำท่วม เดินทางลำบาก เลยเหมือนจะอยู่คนเดียว 
เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ ไปคนละทิศ คนละทาง
 
คนพิเศษก็อยู่ซะอีกที่ ดูจะไกลกันเหลือเกิน เวลาแบบนี้อยากให้อยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ได้
แต่จะมานั่งโอดครวญให้อีกฝ่ายต้องห่วง ก็คงไม่ใช่ที่
 
จนกระทั่งไม่สบายท้องเสีย
หนักขนาดที่ว่าต้องนอนให้น้ำเกลือนั่นล่ะ 
ทีแรกกะว่าจะไม่บอก ด้วยเพราะไม่ยากให้ห่วง
แต่กลับมีพี่ที่ทำงานโทรไปบอก
 
เพราะเรื่องนี้ได้เกิด ถึงได้รู้ว่า
เหมือนอยู่คนเดียว
แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่คนเดียว
 
 
 
 
 

ปลายฝนที่ยังไม่มาถึง

posted on 13 Oct 2011 09:20 by ttaanngg  in Essay
กลางเดือนตุลาคมแล้ว
 
อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วมันควรเป็นช่วงที่สายฝนเบาบางจางจง 
และลมหนาวเริ่มเข้ามาทักทาย 
ถ้าหากเป็นเมื่อสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย
นี่คงเป็นช่วงปิดเทอม ที่เราแพลนท่องเที่ยวทั่วเมือกรุงไปแล้ว
แล้วก็คงรอให้เปิดเทอม ที่ไม่ใช่แค่เพียงได้พบเจอเพื่อนๆ
แต่คิดถึงการขี่จักรยานท่ามกลางสายลมเย็นๆ
ที่บางครั้งก็ทำให้จมูกชาได้เหมือนกัน
 
แต่กลางเดือนตุลาคมของปีนี้ เรากลับตื่นมาแต่เช้าทุกวันเพื่อพบว่า
ทุกๆ เช้าจะพบถนนที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน
ยอดหญ้าพร่างพราวด้วยหยดน้ำ
และหลายครั้งที่แอบเห็น น้ำเจิ่งนองออกมาทางท่อระบายจนชวนให้หวั่นวิตก
 
น้ำปีนี้เหมือนจะเยอะจนล้น เมื่อปลายเดือนที่แล้วมีโอกาสได้ไปทำงานที่น่าน
น้ำในแม่น้ำน่าน เต็ม สีแดงจัด ขุ่นเหมือนน้ำโคลน
ทั้งที่น้ำในแม่น้ำควรจะไหล ยิ่งอยู่ในจังหวัดสูงๆ อย่างน่านด้วยแล้ว
แต่น้ำในแม่น้ำกลับนิ่งราวกับไม่รู้ว่าจะไหลไปทิศทางใด
เพราะทางไหนๆ ก็มี "น้ำ" เต็มไปหมด
 
ยังจำได้ ทุกเย็นของสัปดาห์แห่งการทำงานในเมืองน่าน
สายฝนโปรยจนดูเหมือนว่าฟ้ากำลังร้องไห้อย่างหนัก
เราเองก็อยากร้องไห้
สงสารคนที่เขาต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "น้ำท่วม"
 
ในทุกๆ วันที่ออกหน่วยก็อดไม่ได้นึกถึงเมื่อตอนเดินทางจากกรุงเทพมหานคร สู่เมืองน่าน
สองข้างทางเจิ่งไปด้วยน้ำ ภาพของชาวบ้านที่หอบข้าวของเพียงประทังชีวิตออกมานอนที่เต็นท์ริมถนน
สองข้างทางที่ควรจะมองไปแล้สเป็นนาเขียว
หรือที่ถูกควรเป็นท้องนาที่เห็นรวงข้าวเหลืองกระจ่าง
กลับเป็นเวิ้งท้องน้ำมองไกลสุดลูกหูลูกตา
 
ท้องน้ำนิ่ง ไม่มีที่ท่าจะลดลง
ภาพของบ้าน ที่มองเห็นเพียงหลังคา
หลังคาที่น้ำเงินสดใส ตัดกับท้องน้ำนิ่งที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ไม่กล้านึก ไม่กล้าคิดถึงว่าใต้ผืนน้ำนิ่งนั้น มีอะไรบ้าง
อะไรที่จมอยู่ใต้นั้นอาจเป็น "ทั้งชีวิต" ของใครบางคน
 
.
.
.
.
.
 
เอาใจช่วยผู้ประสบภัยทุกคนค่ะ
น้ำอาจมากจนท่วมล้น แต่เชื่อว่าน้ำใจจะเอ่อท้นมามากกว่า
 

แอปเปิ้ลที่เปลี่ยนโลก

posted on 07 Oct 2011 09:00 by ttaanngg  in Essay
 
"ว่ากันว่ามีแอปเปิ้ลสามลูกที่เปลี่ยนโลกใบนี้ แอปเปิ้ลลูกแรกคือลูกที่อดัมและอีฟกินเข้าไป 
แอปเปิ้ลลูกที่สองคือลูกที่ตกใส่หัวของเซอร์ไอแซค นิวตัน ทำให้เขาค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก 
และแอปเปิ้ลลูกที่สามคือแอปเปิ้ลของสตีฟ  จ๊อบ"
Credit จากที่ไหนซักแห่งใน internet
 
ถ้ามาดูในส่วนตัวของฉันแล้ว แอปเปิ้ลลูกแรกดูจะไม่เกี่ยวของกับฉันเท่าใดนัก ด้วยการนับถือและความเชื่อทางศาสนา เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่อดัมและอีฟกินเข้าไปนั้น มันทำให้โลกกลมๆ ใบนี้สั่นสะเทือนเท่าใดนัก
 
แอปเปิ้ลลูกที่สองนั้น ยอมรับว่าเป็นลูกที่ทำให้โลกนี้สั่นสะเทือนได้จริงๆ โดยเฉพาะในแง่ของแวดวงวิทยาศาสตร์นั้น  นับว่าก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา  ซึ่งทำเด็กทื่เรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างฉัน ได้เรียนรู้ถึงแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้  สูตรการคำนวณยอดฮิตอย่าง F = ma 
 
สำหรับแอปเปิ้ลลูกนี้  ถึงก่อประโยชน์ให้โลกใบนี้มากมาย แต่ฉันเองก็ไม่ปลิ้มกับมันเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าฉันจะเคยเป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็จริง แต่ไม่สู้จะรักชอบกับวิชาฟิสิกส์เท่าไหร่  เคยถึงขั้นแอบคิดในสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตลกร้าย ถ้าหากว่าเซอรไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ในสวนทุเรียนประเทศไทยก็คงจะดี  เป็นความคิดของเด็กขี้เกียจเรียนแท้ๆ เลยเชียว
 
แอปเปิ้ลลูกที่สาม  อาจเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเปลี่ยนโลก  แต่ก็ทำให้โลกหมุนไปเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า  ยังจำได้เมื่อครั้งแรกที่ได้ลองใช้เครื่องแมคอินทอช เม้าส์ที่มีปุ่มเดียวให้ความรู้สึกแปลกๆ  ด้วยเพราะใช้ของค่ายคู่แข่งจนชินมือชินนิสัย  ในครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้าเทคโนโลยีที่มีสัญลักษณ์เป็นลูกแอปเปิ้ลแห่วงๆ นั้นก็มองด้วยสายตาอคติ เพราะไม่คุ้น ไม่ชินในความรู้สึก
 
ในคราวที่เห็นแอปเปิ้ลลูกนี้ครั้งแรกนั้น ยังเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไม่สนใจเทคโนโลยี  จึงไม่รู้สึกว่ามันสะดุ้งสะเทือนอะไรนัก จวบจนโตขึ้นมานั้น ก็เริ่มรู้สึก social network เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ก็เริ่มคิดถึงไอ้เจ้าลูกแอปเปิ้ลแห่วงๆ ราวกับโดนกัดนั้น
 
ประกอบกับสิ่งที่เรียกว่า "application" ต่างๆ นั้น ก็มีหลากหลายที่เข้ามาช่วยในการประกอบวิชาชีพ ก็เลยเริ่มสนใจ จนสุดท้ายก็ได้เจ้าโทรศัพท์ที่มีสัญลักษณ์เป็นแอปเปิ้ลแห่วงๆ มาไว้ในครอบครองจนได้เครื่องหนึ่ง
แอปเปิ้ลลูกนี้อาจจะไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ  แต่โลกของฉันก็เปลี่ยนไปเยอะขึ้นเมื่อได้มันมา
 
หลายครั้งที่โลกของฉันหมุนเร็วขึ้น  แล้วก็หลายครั้งที่โลกของฉันหมุนช้าลง  ฉันสามารถเก็บความทรงจำได้รวดเร็วมากขึ้น ฉันสามารถติดตามสถานการณ์  กระทั่งแชร์ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วทันใจ
 
จนเมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่าผู้รังสรรค์แอปเปิ้ลแหว่งๆ ลูกนี้ได้ลาจากโลกนี้ไปเสียแล้ว
 
ฉันไม่รู้หรอกว่า แอปเปิ้ลลูกนี้ เปลี่ยนโลกใบนี้ไปมากมายแค่ไหน  แต่รู้ว่ามันเปลี่ยนโลกของฉันไปมากมายทีเดียว 
 
ขอบคุณสตีฟ ที่สร้างแอปเปิ้ลลูกนี้ขึ้นมา  และทำให้ค้นพบว่าหลายครั้งเสน่ห์ที่สมบูรณ์แบบก็อาจอยู่ภายใต้สัญลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบก็เป็นได้ เหมือนที่ฉันหลงเสน่ห์โทรศัพท์เครื่องนี้ ทั้งที่สัญลักษณ์ทางการค้าของมันกลับเป็นเพียงแค่แอปเปิ้ลแหว่งๆ ลูกหนึ่ง
 
ตอนนี้คุณคงได้พักผ่อนแล้ว  หลังจากสร้างสรรค์เทคโนโลยีมามาก ขอให้พักผ่อนอย่างสงบค่ะ