MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

เวลาหลังเลิกงาน คงเป็นเวลาที่ทุกคนเร่งรีบกับการเดินทางกลับสู่ที่พักอาศัย โดยวิธีทางต่างๆ ไม่ว่าจะการใช้รถโดยสารประจำทาง รถแท๊กซี่ ทางเรือ หรือกระทั่งรถส่วนตัว

ไม่ว่าจะเดินทางทางไหน ก็มีทั้งเดินทางคนเดียว เดินทางเป็นกลุ่ม เดินทางเป็นคู่

หญิงสาวคนนึง คลายมือออกจากพวงมาลัยที่กำแน่น เมื่อเล็งเห็นแล้วว่า คงอีกนาน กว่าที่การจราจรแสนคับคั่งนี้จะยอมให้รถของเธอนั้น เคลื่อนตัวออกไปได้ 

ซีดีเพลงเก่าๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายกำลังขับขานเสียงเพลงขับกล่อมโสตประสาทที่ดูจะตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะจิต ให้ค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปทีละน้อยๆ 

จวบจนเพลงนึงดังขึ้นอย่างคุ้นหู เพลงที่ร่ำร้องขอความรักที่จากไปให้กลับคืนมา เพลง ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนที่สูญเสียความรัก มีชีวิตประหนึ่งดังคนไร้หัวใจ 

ฟังกี่ครั้ง สำหรับเธอแล้ว ก็ยังคงเป็นเพลง ที่ดูจะเรียกให้น้ำตาไหลได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ม่านน้ำตาเริ่มบดบังท้องถนน สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว จนเมื่อเธอตระหนักได้ว่า สามารถขยับรถได้แล้วก็เมื่อยามที่เสียงแตรดังลั่นอย่าหงุดหงิดของรถคันหลังส่งเสียงขึ้น

บทเพลงนั้น จบไปแล้ว แต่น่าตลก ที่ภาพความหลังในหัวของเธอยังไม่ยอมหยุดที่จะฉายวนไป เวียนมา ทำให้เธอต้องขับรถทั้งน้ำตาอยู่อย่างนั้น แม้ว่าจะถึงจุดที่ต้องใช้ความเร็วค่อนข้างสูงแล้วก็ตาม เธอก็ยังคงขับรถด้วยสายตาที่พร่ามัวด้วยม่านน้ำตาอยู่อย่างนั้น

ภาพสุดท้ายที่เธอเห็น ชายคนนึงส่งยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น อบอุ่นเหลือเกิน อ้อมกอดอุ่นๆ ที่เคยได้รับ ดูคล้ายได้กลับมาหาเธออีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป

___________________

 พาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น กล่าวถึงหญิงสาวที่ได้รับอุบัติเหตุ ขับรถแหกโค้งจนเสียหลัก ปัจจุบันเป็นเจ้าหญิงนิทรา

เจ้าหญิงที่หลับฝันไปชั่วกาล ด้วยรอยยิ้ม ยากที่คนภายนอกความฝันของเธอจะรู้ได้ว่า ท่ามกลางความโศกเศ้าและคราบน้ำตาของผู้คนที่แวดล้อมเธออยู่นั้น เธอหลับและเห็นสิ่งใด จึงยิ้มออกมาได้ ทั้งที่สภาพของเธอในยามนี้ 

บีบหัวใจคนรอบกายเธอเหลือเกิน

___________________

แน่นอน เรื่องข้างบนทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา

ฉัน เป็นหญิงสาวคนนั้น ที่นั่งฟังเพลงเก่าๆ ที่เคยเป็นเพลงที่ดูคล้ายบาดหัวใจมากที่สุด ในขณะที่กำลังขับรถอยู่คนเดียว ทุกครั้งที่ได้ฟัง ก็แลดูคล้ายกับว่า ภาพเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้หวนกลับมาอีกครั้ง

หลายครั้ง ที่มันกลับมาเพื่อทำร้าย 

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

ฉันยังคงขับรถได้อย่างปกติ ไม่มีแม้น้ำตาซักหยด และถึงที่พักได้อย่างปลอดภัยดี

หลายเรื่อง เวลาอาจไม่ช่วยเยียวยารักษาให้หายขาด อาจเรียกได้ว่าไม่มีความทรงจำใดๆ ที่เราสามารถลืมได้หมดจากหัวใจ เมื่อนึกอยากลืม

แต่หลายครั้ง หลายเรื่อง เวลาก็ช่วยเยียวยาให้ความรุนแรงนั้น ลดลงได้

ครั้งนี้กับเรื่องนี้ ก็เช่นกัน

 

 

Fulfill illness mind

posted on 04 Dec 2009 23:58 by ttaanngg  in Diary, Essay

"ขอเชิญหมายเลข 122 ติดต่อช่องสองค่ะ"

"ชื่อคุณ..... นะคะ นามสกุล.......... นะคะ? ยาที่ได้รับ เหมือนเดิมเลยนะคะ ยาฉีด ฉีดวันนี้เลย ที่ห้องเบอร์ 8 นะคะ เรียบร้อยแล้วค่ะ"

ฉันนั่งมองกองใบสั่งยาร่วมร้อยกว่าใบ ในช่วงเวลาที่ผ่านไปเพียงแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่า ในวันหนึ่งๆ จะมีคนที่ป่วยได้มากมายอย่างนี้

 

 


 

หลายคนอาจเถียง ไม่เห็นแปลก โรงพยาบาลอื่นคงมีคนไข้ร่วมพันคนได้ แค่ร้อยกว่าๆ ทำไมต้องถึงกับมานั่งตั้งข้อสังเกตราวกับเป็นเรื่องผิดปกติไปเสียอย่างนั้น

หากเป็นโรงพยาบาลอื่นๆ ฉันคงไม่รู้สึกอะไร แต่หากเพราะเป็นโรงพยาบาลในกรมสุขภาพจิตต่างหาก จึงทำให้รู้สึกตกใจเล็กๆ เมื่อมองไปที่กองใบสั่งยาร่วมร้อยกว่าใบนั่น หากเพราะคนไข้ส่วนใหญ่ เป็นผู้ป่วยทางด้านจิตใจเสียเป็นส่วนใหญ่ต่างหาก จึงทำให้อดรู้สึกใจหายไม่ได้ว่า

นี่ขนาดแค่จากโรงพยาบาลเดียวนะ ยังมากมายขนาดนี้เชียวเหรอ?

น่าคิดนะ ทำไมคนเราจึงได้มีจิตใจที่เปราะบางพร้อมแตกหักเสียหายได้มากมายขนาดนี้ น่าคิดนะว่า หากเราป่วยกันที่จิตใจ ก็น่าแปลกใจที่หลายๆ คนกลับเลือกจะพึ่งพาการบำบัดจิตใจด้วยยา มากกว่าการบำบัดจิตใจด้วยจิตใจ และก็น่าแปลกเช่นกัน ที่หลายคนดูเป็นเอาหนักหนา แต่คนรอบข้างกลับเลือกปฏิเสธการใช้ยามาตลอดจนกระทั่งคนไข้นั้นอาละวาดหนักหน่วง

 

 

ทั้งช่วงชีวิตการเรียนภายใต้วิชาชีพของการเป็นผู้รู้ (?) เรื่องราวของยา ยาที่แลดูจะซับซ้อนที่สุด ไม่แพ้เรื่องราวของตัวโรคเลยคงหนีไปพ้นในเรื่องของยาทางด้านจิตเวช 

ทุกครั้งที่มองบุคคลผู้มารับยา หลายครั้งที่ฉันสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า นี่คือตัวของผู้ป่วยเอง หรือเป็นเพียงญาติของผู้ป่วย เพียงแค่มองจากสีหน้าท่าทาง การพูด ก็สามารถเดาได้ไม่ยากเย็นอะไร

ที่สำคัญคือแววตา

แววตาเหนื่อยล้า อ่อนแรง หลายครั้งดูคล้ายปลดปลง ทอดถอนใจอยู่ในที สายตาที่มองถุงใส่ยาใบโต กับเม็ดยาหลากหลายสีสรรหลายร้อยเม็ด แววตาที่คล้ายถามว่า จะมีวันที่คนที่เขารักหายเป็นปกติสมบูรณ์ไหม? หลายครั้งที่คล้ายบ่นให้ฟังว่า "ก็ไม่รู้เหมือนกันนะหมอ ว่าลุงกับลูก ใครจะไปก่อนกัน"

แววตาไม่นิ่ง แลดูอมทุกข์ปนระแวง หลายครั้งดูคล้ายพยายามปิดความไหวในดวงตา เมื่อยามรับฟังวิธีการใช้ยาก็ทำหน้าคล้ายเข้าใจ แต่ถามอยู่หลายครั้งหลายหน เพียงเพื่อให้เข้าใจว่า ตอนนี้ได้เปลี่ยนวิธีการกินยาแล้ว มือสั่นๆ ที่ยื่นมารับเอายาไปพร้อมด้วยแววตาที่บางครั้งไม่นิ่ง บางคราวก็ว่างเปล่า มองตรงมาแล้วยกมือไหว้ขอบคุณ ชนิดที่รับไหว้กันแทบไม่ทัน

ฉันไม่รู้เหมือนกันว่า จะมีวันไหนไหม ที่แววตาเหนื่อยอ่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความยินดี และแววตาที่บางคราวยังคงว่างเปล่านั้น จะได้ถูกเติมเต็มเสียที

 

 

 จริงแล้วฉันเองเคยสงสัย เวลามองไปที่กลุ่มคนเหล่านี้ สงสัยว่าตามที่เรียนมา ดูเหมือนว่าเพียงแค่สองสามปีก็น่าจะหายได้ แต่ในความเป็นจริง หลายคนใช้ยามากกว่านั้น หลายคนใช้ร่วมสิบปี เพียงเพื่อควบคุมอาการต่างๆ สามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมภายนอกโรงพยาบาลได้ ภายนอกรอบล้อมรั้วของครอบครัวได้

แต่ที่ทำให้ติดใจคือ การใช้ชีวิตภายนอก การเผชิญกับสังคมที่อาจมีทั้งคนที่ยอมรับและให้โอกาส และคนที่ไม่แม้แต่จะเหลียวมองแบบนี้แล้ว เมื่อไหร่นะ แววตาว่างๆ จะถูกเติมให้เต็มได้เสียที

 

 

ตอนบ่ายๆ ที่โรงพยาบาลจะมีกลุ่มบำบัด เพื่อเป็นการบำบัดทางด้านจิตใจ ควบคู่กับการใช้ยา ซึ่งมันทำให้ฉันนึกถึงการทำกายภาพบำบัด ในผู้ป่วยโรคทางกายอื่นๆ

การทำกายภาพบำบัดนั้น หลายครั้งต้องอาศัยคนใกล้ชิดช่วยเหลือ อย่างเข้าอกเข้าใจและเต็มใจ เปี่ยมด้วยกำลังใจและความหวัง

หากเช่นนั้นแล้ว ฉันว่าก็คงไม่ผิดอะไร หากจะพูดว่า การป่วยทางจิตใจนั้น ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยจิตบำบัดจากคนใกล้ชิด ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเข้าใจ และกำลังใจที่เต็มเปี่ยม เพื่อเติมเต็มแววตาว่างๆ เหล่านั้น

เพราะฉันเองแม้ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ก็คิดว่าคงดีไม่น้อย หากแววตาที่มองมานั้น เมื่อถึงวันนึง จะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป

Be my dreams, be my wish and be my fantasy, my dear winter

posted on 23 Nov 2009 00:06 by ttaanngg  in Diary

MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

น่าจะซักสัปดาห์นึงได้แล้ว ที่ลมหนาวหอบเอาอากาศเย็นแห้งมาปะทะกาย พอให้รู้สึกเย็นๆ แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าหนาว เหมือนเมื่ออย่างสมัยเรียนที่หนาว จนต้องนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา แถมเนื้อตัวยังห่อหุ้มด้วยเสื้อกันหนาว และถุงเท้า แต่ลมหนาวที่มาทักทายกันนั้น ทำให้เมื่อยามซุกตัวลงในไออุ่นของผ้าห่ม ก็รู้สึกกำลังดี หลับกำลังสบายชวนให้ขี้เกียจลุกมารับแสงอาทิตย์ในยามเช้าของวันใหม่ในแต่ละวัน 

ฤดูหนาว เป็นฤดูแห่งการสังสรรค์อย่างไรชอบกล อาจด้วยเพราะหลากหลายเทศกาลนั้น มักอยู่ในช่วงฤดูหนาว ราวกับจะย้ำเตือนว่า "นี่หนาวแล้วนะ คุณๆ ควรมีใครซักคนข้างๆ ไว้ได้แล้วล่ะ" แม้อากาศและงานรื่นเริงทั้งหลายจะชวนให้คิดแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่มีคนข้างกายในช่วงอากาศเย็นๆ แบบนี้มาสี่ปีได้แล้วล่ะ

คิดถึงลมหนาว ที่หนาวจัดเสียจนบาดผิว ยิ่งหากสายลมหนาวนั้น พัดผ่านมาในยามที่เหงาเศร้า พัดผ่านมาในวันที่ท้อแท้เหลือใจ ความสวยงามก็แลดูคล้ายใบมีดที่กรีดเฉือนได้เจ็บปวดทุรนทุราย แต่หากเป็นวันที่หัวใจอุ่น สามารถยิ้มรับได้กับทุกสิ่ง สายลมหนาวก็แลดูคล้ายเป็นสัญญาณของการเฉลิมฉลอง เป็นสัญลักษณ์ของรอยยิ้มและความสนุกสนาน 

ฉันไม่เคยรู้เลยว่า หลงรักสายลมเย็นจัด กับอากาศแห้งแล้งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่เมื่อยามที่ได้ใบไม้แปรเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ก่อนจะปลิดปลิวร่วงหล่นลงมาอย่างช้าๆ คล้ายหยอกเอินกับสายลม เมื่อยามได้เห็นดอกไม้ทั้งหลาย แข่งกันประชันความงามและสีสันสดใส ราวสาวงามที่ไม่ยอมแพ้กัน หรือกลิ่นละมุนของดอกไม้หอมที่เริ่มลอยฟุ้งมาให้ได้กลิ่น ให้ได้ชื่นใจ

มารู้ตัวอีกที ก็เมื่อยามที่หลงรักอากาศหนาวที่ใครหลายคนว่าชวนเหงา เข้าไปเต็มหัวใจเสียแล้ว

แม้ว่าหลายครั้ง การเดินคนเดียวกับสายลมเย็นที่โอบล้อมตัวฉันไปทุกทิศทางนั้น จะแลดูน่าเหงาไปซักนิด แต่ก็ไม่เป็นไร สำหรับฉันแล้ว ฉันยินดีอยู่กับความเหงาแบบนี้ ขอเพียงแค่ได้อยู่กับสายลมเย็นแบบนี้เท่านั้นก็พอแล้ว ถึงมันจะน่าเหงาไปซักนิด 

หนาวๆ แบบนี้ เดินไปที่ไหน ก็เห็นใครเขาเดินกันเป็นคู่ ส่งรอยยิ้มหวานและความรู้สึกที่แสนอบอุ่นให้แก่กัน คนเดินคนเดียวอย่างฉันก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงมองแล้วยิ้มกับตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่คิดหวัง ว่าซักวันจะมีใครบางคนที่เดินจับมือด้วยกันอย่างนั้นบ้าง

_______________

อากาศหนาวๆ กับชาเย็นๆ รสละมุน ที่หอมกรุ่นติดปลายจมูก อาจแลดูไม่เข้ากัน แต่ฉันว่ามันก็อร่อยนะ

หน้าหนาวทุกครั้ง มักมีคนถามว่า "เมื่อไหร่ล่ะ จะมีคนเดินข้างๆ กันเสียที" ฉันไม่เคยมีคำตอบใดๆ ให้กับคนถาม ได้เพียงแต่ยิ้มกลับไปเท่านั้น เพราะฉันเชื่อ ว่าถึงเวลาเมื่อไหร่ คนคนนั้น ก็คงจะเดินเข้ามาในชีวิตของฉันเอง หากยังไม่ถึงเวลาที่ควร แม้เขาเดินมาจนแทบชน ก็คงมองไม่เห็นหรอก

 แม้เมื่อเพียงบ่นว่าเหงา ก็ดูคล้ายมีคนอาสา อยากจะมาเป็นบุคคลเดินข้างๆ แต่ฉันก็ไม่ตอบรับ ด้วยเพราะฉันเชื่ออีกเช่นกันว่า แค่เพียงเพราะความเหงา ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ สำหรับการรับใครก็ได้เข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากใครคนนั้นที่ว่า ไม่พอดีกับหัวใจของฉัน

 

 

เพราะอย่างนี้แล้ว ฉันก็ยังอยากเลือกที่จะทานชาเย็นๆ ที่แก้วเต็มปรี่ด้วยน้ำแข็งท่ามกลางอากาศหนาวๆ แบบนี้ต่อไป ก็มันอร่อยนี่นา จนกว่าฉันจะเจอชาร้อนๆ ที่หอมกรุ่นและอบอุ่นกลมกล่อมพอดีกับตัวของฉัน

ความรักก็เช่นกัน ฉันอยู่เหงาๆ แบบนี้อาจจะดีกว่าการรับใครก็ได้เข้ามาในหัวใจ เพียงเพื่อได้พบว่า มีหัวใจที่ไม่พอดีกัน 

 

 

เลิกบุหรี่ ก็แค่ใจ?

posted on 19 Nov 2009 22:46 by ttaanngg  in all-about-health

เคยได้ยินหลายๆ คนพูดว่า เลิกบุหรี่ มันอยู่ที่ใจ ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรช่วยเลย ใช้ใจล้วนๆ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แค่นั้นจริงๆ เหรอ แล้วถ้ามันแค่นั้นจริงๆ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการอดบุหรี่ทั้งหลาย ทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนี้ตามร้านยา ราคาที่ไม่อาจเรียกได้ว่าถูก แต่ก็ยังขายได้เรื่อยๆ

เลิกบุหรี่ แค่ใจจริงๆ เหรอ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยใดๆ จริงรึเปล่า

คำตอบมีทั้งจริง แล้วก็ไม่จริงค่ะ

ที่ว่าอย่างนี้ เพราะการติดบุหรี่นั้นมีหลายแบบค่ะ 

ใครหลายๆ คนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ในบุหรี่ มีสารเสพย์ติดที่ชื่อนิโคตินอยู่ และคนที่ติดบุหรี่ ก็มักจะติดจากสารเคมีตัวนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่า "ผม/ฉัน ไม่ได้ติดบุหรี่ สูบก็ได้ ไม่สูบก็ได้" หรืออีกประโยคที่คนเหล่านี้ที่สูบบุหรี่ แต่มั่นใจว่าไม่ติดบุหรี่นั้นมักจะพูดเสมอๆ คือ "สูบเฉพาะเวลา..... เท่านั้นเอง"

เพราะอย่างนี้แล้ว เราจึงแบ่งประเภทของคนที่ติดบุหรี่ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันค่ะ คือติดนิโคติน ติดทางพฤติกรรม และติดทางสังคม

ขอพูดถึงสองอย่างหลังก่อน เพราะอธิบายและสังเกตได้ไม่ยากนัก การติดทางพฤติกรรมนั้น คือการที่คนคนนั้นมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อยู่คนเดียวก็จะสูบบุหรี่ทุกครั้ง แต่ถ้าเขาอยู่กับเพื่อนทั้งวัน ทั้งคืน ไม่ได้สูบบุหรี่ ก็ไม่มีอาการผิดปกติอะไร อย่างนี้คือติดทางพฤติกรรมค่ะ

ต่อมา การติดบุหรี่ทางสังคม ส่วนมาจะพบในวงเหล้า เมื่อไหร่ที่ดื่มเหล้า บุหรี่ต้องตามมาเสมอๆ อย่างนี้เรียกว่าติดทางสังคม คือเข้าสังคมแบบนี้ทีไรต้องสูบทุกครั้ง

 


 

แน่นอนค่ะว่า สองอย่างนี้ การจะเลิก ต้องอาศัยใจล้วนๆ จริงๆ ถ้าใจไม่อยากเลิก ก็คงเลิกได้ลำบากน่าดู

มาพูดถึงการติดบุหรี่อย่างแรกกันดีกว่า การติดบุหรี่โดยติดนิโคติน นึกเอาง่ายๆ ก็ได้ค่ะว่า คนกลุ่มนี้ ถ้าไม่ได้สูบบุหรี่จะเกิดอาการ "อยาก" ต่างๆ ขึ้นมา 

ก่อนจะดูว่าอยากบุหรี่เพราะอะไร เรามาดูฤทธิ์ของนิโคตินกันก่อนดีกว่า

นิโคติน เมื่อเข้าสู่ปอดแล้ว จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วก็กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมถึงสมองด้วยค่ะ เพราะอย่างนี้แล้ว คนที่สูบบุหรี่หลายคนจึงรู้สึกคลายเครียด สมองแล่นเวลาได้สูบบุหรี่ เพราะมันเป็นฤทธิ์ของนิโคติน

ผลอื่นๆ ก็ได้แก่ ลดความอยากอาหาร เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะ ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ที่พูดมาทั้งหมด เป็นฤทธิ์ที่ทำให้คนติดบุหรี่ค่ะ

ถ้าไม่สูบแล้วหงุดหงิด สมองไม่แล่น ไม่สูบแล้วอ้วน ไม่สูบแล้วอาหารไม่ย่อย หรือถ่ายไม่สะดวก ก็ใช่แล้วล่ะคุ่ะ นั่นแสดงว่ากำลังติดนิโคติน

 


 

แต่ในเมื่อมันมีด้านดีๆ แล้ว มันก็มีด้านแย่ๆ เหมือนกัน นิโคตินทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความโลหิตสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพราะอย่างนี้คนที่สูบบุหรี่ เลยเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

เพราะงั้นแล้ว ถ้าใครติดบุหรี่ที่นิโคตินแล้ว การใช้ใจเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่พอ เพราะเขาต้องทนกับความทรมานของอาการขาดนิโคตินด้วย (ลองนึกดูนะคะว่า ถ้าตอนสูบบุหรี่เคยผอมสวย กลับต้องมาอ้วนขึ้นๆ จะรู้สึกยังไง) 

เคยเจอคนไข้ที่เลิกบุหรี่แล้วกลับไปสูบใหม่ เพราะเขาบอกว่าเลิกสูบแล้วท้องผูกมาก

ถ้าเป็นกลุ่มนี้ ในหลายๆ รายต้องใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยในการเลิกบุหรี่ทั้งหลายทั้งแหล่ช่วยแล้วล่ะค่ะ

ไว้อารมณ์วิชาการอีกเมื่อไหร่ จะเล่าเรื่องของผลิตภัณฑ์เลิกบุหรี่ทั้งหลายให้ฟังนะคะ

 

 

เครดิตรูปภาพ จาก internet ค่ะ 

อ้างอิงจาก เอกสาประกอบการบรรยายวิชา dispensing ของ อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ และเวบไซต์http://health.howstuffworks.com/nicotine.htm แล้วก็อีกหลายๆ เวบไซต์และหลายๆ ตำราค่ะ

ชีวิตติดไฟแดง

posted on 16 Nov 2009 19:36 by ttaanngg  in Essay

เคยไหม ที่เวลานั่งรถโดยสารไปไหนต่อไหน แล้วได้มองป้ายจราจรอัจฉริยะ เพียงเพื่อจะพบว่า เส้นทางที่เรากำลังจะไปนั้น เป็นสีแดงบ่งบอกว่า ข้างหน้าคงต้องมีการจราจรที่แสนคับคั่งรอเราอยู่

หรือแม้เวลาขับรถ แล้วมองไปยังป้ายจราจรอัจฉริยะที่ว่านี่ แล้วพบว่า แทบทั้งป้ายนั้นเป็นสีแดง ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า เรามองป้ายเพื่อหาเส้นทางอื่นที่จะเป็นสีเขียวๆ แต่ก็กลับไม่พบสีเขียวบนป้ายนั้นแม้แต่เส้นเดียว ก่อนจะเลิกสนใจป้ายนั้นแล้วหงุดหงิดในใจว่า "มันจะติดอะไรหนักหนา"

แน่นอน วันนี้ฉันเป็นหนึ่งในผู้คนที่ขับรถแล้วเงยหน้าไปพบป้ายจราจรอัจฉริยะที่แลดูแสนน่าหงุดหงิดนั่น เพราะไม่มีทางไหนที่ฉันสามารถเดินทางไปได้แล้วเป็นสีเขียวเลยซักเส้นทาง นึกแล้วมันก็น่าหงุดหงิดไหมล่ะ

หงุดหงิดจนแสนพาล รำคาญกระทั่งดีเจในรายการวิทยุที่กำลังพูดเพื่อหวังผ่อนคลายคนฟัง จึงเลือกเปลี่ยนจากการฟังวิทยุเป็นซีดีเพลง

เสียงเพลง Bossanova หวานหูล่องลอย ดนตรีช้าเนิบกับเสียงใสๆ ช่วยดับความหงุดหงิดลงไปได้บ้างทีเดียว แต่ก็ยังไม่วายคิด ว่ารถจะติดอะไรหนักหนา

 แต่ก็นั่นล่ะ ฉันคงไม่มีวันรู้ ว่ารถติดเพราะอะไร หากไม่สามารถที่ผ่านบริเวณของการจราจรแสนคับคั่งนั้นไปได้ และทางเดียวที่จะผ่านบริเวณนั้นไปได้ คือการเฝ้ารออย่างอดทน

 

 

 

 

หลายครั้ง ที่ชีวิตคล้ายมีอุปสรรคกั้นขวาง จนนึกท้อถอยและเฝ้าถาม ทำไมเราต้องมาเจอเรื่องนี้ ทำไมเราจึงต้องพบเจออุปสรรคนานา ทำไมทางเดินชีวิตของเรานั้น ไม่ว่าจะเลี้ยวไหน แยกไหน ก็เจอแต่อุปสรรคที่คอยขัดขวาง จนไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี

ชีวิตคล้ายจะมืดหม่นไปทุกๆ ด้าน แต่ก็ไม่รู้จะหาหนทางใดได้ ก็คงเหลือเพียงสิ่งที่ทำได้ คือการเฝ้ารออย่างอดทน ด้วยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป อุปสรรคนานับประการ รวมทั้งปัญหาใดๆ จะบรรเทาเบาบาง

แม้ว่าหลายครั้ง หลายคนคงจะเลือกเฝ้าหาคำตอบ และหาทางเดินใหม่ๆ มากกว่าที่จะเฝ้าเพียรรอคอยอย่างอดทน เพราะการรอคอยนั้น หลายครั้งดูราวกับว่้า ต้องรอ ต้องคอยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่าน รถค่อยๆ ขัยบตัวอย่างช้าๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลุดจากขอบแผนที่ของป้ายจราจรอัจฉริยะ รถสามารถวิ่งด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ความหนาแน่นของรถก็ดูจะเบาบางจางตาลงไป

เสียงเพลง Bossanova หวานฉ่ำยังคงบรรเลงขับกล่อมให้แก่คนขับรถอย่างฉันได้ดื่มด่ำกับท่วงทำนองหวานหูนั่น

แค่หลุดออกมาจากวงโคจรของรถแน่นๆ ได้ก็โล่งใจแทบแย่จนลืมนึกถึงไปว่า เมื่อตอนรถจอดนิ่งเสมือนรถตายกลางท้องถนน ในบรรยากาศกรุ่นๆ ที่ถนนล้วนเต็มไปด้วยความเร่งร้อนของจิตใจผู้คนที่เดินทาง เสียงแตรบีบดังกระตุ้นโทสะให้เกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย นั่นย่ำแย่เพียงใด

ลืมแม้กระทั่งคำถามที่เฝ้าเพียรถามตัวเองว่า ทำไมรถจึงได้ติดหนักหนา  รู้เพียงว่า ณ ตอนนี้ ไม่ต้องทรมานกับรถที่หนาแน่นปานนั้นแม้จะเอะใจและเริ่มเข้าใจว่าทำไมรถจึงติดหนักหนา เมื่อยามเห็นด่านตรวจรถบรรทุกก็ตามที

 

 

ชีวิตคนเรา หลายครั้งหลายครา หากเราอดทนอย่างเพียงพอ อาจไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาทางเลือกอื่นใดในชีวิตให้มากนัก และเช่นกันที่ปัญหาหลายๆ อย่างในชีวิตใช่จะตอบได้ในทันที หากต้องการกาละที่พอเหมาะ เทศะที่สมควร จึงมีทางออกของปัญหาเหล่านั้นได้

หากเราเพียงเร่งร้อน ด้วยอยากก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคนั้นได้โดยเร็ว เราอาจเพียรทำทุกทาง หากแม้มีซักทางที่แก้ได้ ก็นับได้ว่า โชคดีเหลือเกิน ที่สามารถหาคำตอบได้โดยเร็ว

แต่หากเพียรพยายามไปเท่าไหร่แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ หลายครั้ง และหลายหนก็คงนึกท้อถอย จนอยากที่จะเดินถอยหลัง 

และแน่นอนเช่นกัน หลายครั้ง เราก็ไม่สามารถที่จะหันหลังกลับได้เสียแล้ว

 

 

 

การเร่งรัดเพื่อหาทางออก เพื่อหาคำตอบ จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีนักในบางครั้งอาจด้วยเพราะไม่ใช่ทุกปัญหา ที่สามารถตอบได้ทันท่วงทีอย่างใจต้องการ

บางครั้ง เรื่องราวของปัญหาในบางอย่าง จึงจำเป็นต้องอาศัยเวลาให้ผ่านพ้นไป เมื่อถึงเวลาที่เหมาะ โอกาสที่ควร คำตอบของปัญหาเหล่านั้น ก็สว่างกระจ่างชัดขึ้นมาในใจได้

หากเราเร่งรีบเสียจนไม่หยุดคิด ในยามที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหาจนดูคล้ายหยุดนิ่ง บางครั้ง เราอาจพลาดคำตอบที่กระจ่างและดีที่สุดก็เป็นได้

หากเราไม่เลือกที่จะรอสัญญาณจราจรแห่งชีวิต ไม่อดทนพอ ที่จะรอให้สัญาณไฟแดง กลายเป็นสีเขียวในเวลาอันเหมาะควร