เล่าเรื่อง เรื่องเล่า

posted on 30 Dec 2011 17:36 by ttaanngg  in Diary
เงียบหายไปนานมาก คาดว่าหลายๆ คนจะลืมกันไปแล้วล่ะ
มาคราวนี้มาเหมือนจะเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอให้ฟังแก่กันมากกว่า
เรื่องราวเยอะแยะ เสียจนต้องนั่งเรียงลำดับให้ดี เพราะเกรงว่าจะตกหล่นกันไป
 
ยักษ์วัดพระแก้ว ตอนกลางคืนก็น่ากลัวเนอะ
 
1. ประสบการณ์ที่ไม่อยากเจอ
 
ที่บ้านเราประสบมหาอุทกภัยกับเขาด้วย เลยทำให้กลายเป็นผู้อพยพไปโดยปริยาย
แต่ในความเหมือนโชคร้ายนั่นก็ยังมีความโชคดี
ตรงที่ที่ทำงานเรานั้น เ้ขาหาที่พักให้ 
แต่การได้ที่พักมานั้น เรียกได้ว่าแทบจะต้องแลกกับการไปทำงานทุกวัน
(แหงล่ะ ก็ไม่มีข้ออ้างให้หยุดแล้วนิ่)
งานทุกอย่างที่เกี่ยวกับยา คล้ายจะรุมสุมเข้ามา
 
แลกกับการต้องอยู่คนเดียว
หลายครั้งที่เวลาปิดประตูห้องพักแล้ว รู้สึกเหงาจนเรียกว่าเกือบจะวังเวง
บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่าจะร้องไห้ออกมาให้ได้เสียเดี๋ยวนั้น
บางครั้งก็แอบร้องไห้ออกมาเงียบๆ คนเดียว
ก่อนจะบอกตัวเอง ไม่ได้นะ ต้องอดทนและเข้มแข็งกว่านี้
 
พระบรมมหาราชวังยามค่ำคืน
 
แลกกับการต้องรับฟังคนที่มารับบริการในช่วงนั้นบ่นว่า
มาทำไมทำงานได้ช้า ทำไมถึงไม่อย่างนั้น อย่างนี้ฃ
 
ถึงจะดูมากมาย แต่รู้ไหม ที่ไม่นาเชื่อที่สุดคือตัวของเราเอง
ไม่เคยคิด ว่าจะผ่านเรื่องแบบนี้มาได้ด้วยตัวเอง
ไม่เคยคิดว่าวันนึง จากคนที่เคยเป็นเด็กแล้วบ่นไปเสียทุกเรื่อง
และรู้สึกตลอดว่าตัวเองมีคนให้พึ่ง
จะกลับกลายเป็นคนที่พึ่งแถมยังกลายเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้
 
มองย้อนกลับไป เอาเข้าจริงๆ แล้วถ้าหากไม่ได้ผ่านเรื่องราวพวกนี้ 
เราเองก็คงเป็นคนที่ไม่รู้จักโตเสียที
 
พระบรมมหาราชวังยามค่ำคืน ฝีมือพอได้ไหม?
 
2. เสน่ห์มือสอง
 
จากการที่ได้กลายเป้นผู้อพยพนั่นล่ะ ทำให้กลายเป็นว่ากลับมาไม่เจอใคร
ดูโทรทัศน์หรือก็เบื่อเหลือแสน ไม่ต้องพูดถึงข่าวน้ำท่วม
แล้วแล้วเหมือนระดับความเครียดจะพุ่งปรี๊ดเอาดื้อๆ
ก็เลยตกลงปลงใจกับความคิดที่ว่า หนังสือนี่ล่ะ ท่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา
 
ตอนแรกก็ซื้อหนังสือมือหนึ่งอยู่หรอก แต่ซักพักเริ่มรู้สึก
ว่ามันออกจะแพงเกินไปซักหน่อย
เลยเริ่มๆ มองร้านหนังสือมือสอง ที่มีมากมายบริเวณที่เราพัก
 
star แบบใช่ไหม รูปนี้ถ่ายเสร็จแขนสั่นเลย
 
ร้านแรกที่ได้อุดหนุน เป็นร้านแผงข้างทาง หนังสือถูกมาก
และมีทุกประเภทเลยทีเดียว
ตั้งแต่นิยาย ไปยันหนังสือเรียน 
เราไปด้อมๆ มองๆ แล้วก็เลือกหนังสือสภาพดีๆ ได้มาเล่มหนึ่ง
 
จากนั้นก็เริ่มเข้าอีกร้าน ร้านที่สองนี่ดูเป็นตึกแถวใหญ่โต
จากที่ไม่เคยคิดจะเข้าร้านหนังสือมือสอง เลยเป็นว่าต้องเสน่ห์เข้าให้เสียแล้ว
 
แน่นอนว่า กลิ่นของฝุ่นนั้นคงไม่ใช่เสน่ห์หรอก
แต่เสน่ห์คือการที่เราได้พบเจอหนังสือหลายเล่มที่เราเคยได้อ่านตอนเด็กๆ
หลายเล่ม เห้นอยู่ในห้องสมุดเมื่อสมัยครั้งยังเป็นนักเรียนมัธยม
บางเล่มที่เราเคยคิดว่าอยากอ่าน แต่หาซื้อไม่ได้แล้ว
ร้านสว่างขัดกับกลิ่นอับเล็กๆ ของหนังสือเก่า
 
คนเยอะมาก โดนเหยียบเท้าไปก็หลาย
 
เราได้หนังสือมาเป็นเพื่อนคลายเหงาหลายเล่มในราคาค่อนข้างเป็นมิตร
 
มันไม่สำคัญเลย ว่าหนังสือเล่มนั้นจะผ่านมือใครมา
แต่มันสำคัญตรงที่ มันได้กลายเป็นเพื่อน ที่เราพกไปไหนๆ ได้
ทำให้คนที่อยู่คนเดียวอย่างเราไม่เหงาไม่ฟุ้งซ่าน
และเชื่อว่ามันคงเคยได้ทำหน้าที่นี้มาก่อน และแน่นอนว่า
คงทำได้ดีทีเดียว
 
ส่วนตัวชอบรูปนี้นะ ขลังดี 
 
3. (ริอาจ) เป็นช่างภาพ
 
ด้วยความที่อยู่คนเดียวแล้วออกจะว่างๆ ไปซักหน่อย
ประกอบกับเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ก้เลยถอยกล้องมาใหม่
ดูไปดูมา เงินเก็บหายเกลี้ยง เริ่มเก็บกันใหม่เลย
ได้มาเป็น canon600D 
 
ได้กล้องมาก็เริ่มตระเวนถ่ายรูปกันเลยทีเดียว
แถมด้วยการใช้กล้องครั้งแรก ก็ถ่ายรูปตอนกลางคืน
ส่วนฝีมือ ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละค่ะ
 
คงต้องฝึกอีกเยอะ
 
รูปสุดท้าย จริงๆ มุมทำให้อยากได้เลนส์ไวด์มากๆ
 
4. เหมือนจะอยู่คนเดียว แต่ไม่เคยอยู่คนเดียว
 
ด้วยความที่น้ำท่วม เดินทางลำบาก เลยเหมือนจะอยู่คนเดียว 
เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ ไปคนละทิศ คนละทาง
 
คนพิเศษก็อยู่ซะอีกที่ ดูจะไกลกันเหลือเกิน เวลาแบบนี้อยากให้อยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ได้
แต่จะมานั่งโอดครวญให้อีกฝ่ายต้องห่วง ก็คงไม่ใช่ที่
 
จนกระทั่งไม่สบายท้องเสีย
หนักขนาดที่ว่าต้องนอนให้น้ำเกลือนั่นล่ะ 
ทีแรกกะว่าจะไม่บอก ด้วยเพราะไม่ยากให้ห่วง
แต่กลับมีพี่ที่ทำงานโทรไปบอก
 
เพราะเรื่องนี้ได้เกิด ถึงได้รู้ว่า
เหมือนอยู่คนเดียว
แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่คนเดียว
 
 
 
 
 

ปลายฝนที่ยังไม่มาถึง

posted on 13 Oct 2011 09:20 by ttaanngg  in Essay
กลางเดือนตุลาคมแล้ว
 
อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วมันควรเป็นช่วงที่สายฝนเบาบางจางจง 
และลมหนาวเริ่มเข้ามาทักทาย 
ถ้าหากเป็นเมื่อสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย
นี่คงเป็นช่วงปิดเทอม ที่เราแพลนท่องเที่ยวทั่วเมือกรุงไปแล้ว
แล้วก็คงรอให้เปิดเทอม ที่ไม่ใช่แค่เพียงได้พบเจอเพื่อนๆ
แต่คิดถึงการขี่จักรยานท่ามกลางสายลมเย็นๆ
ที่บางครั้งก็ทำให้จมูกชาได้เหมือนกัน
 
แต่กลางเดือนตุลาคมของปีนี้ เรากลับตื่นมาแต่เช้าทุกวันเพื่อพบว่า
ทุกๆ เช้าจะพบถนนที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน
ยอดหญ้าพร่างพราวด้วยหยดน้ำ
และหลายครั้งที่แอบเห็น น้ำเจิ่งนองออกมาทางท่อระบายจนชวนให้หวั่นวิตก
 
น้ำปีนี้เหมือนจะเยอะจนล้น เมื่อปลายเดือนที่แล้วมีโอกาสได้ไปทำงานที่น่าน
น้ำในแม่น้ำน่าน เต็ม สีแดงจัด ขุ่นเหมือนน้ำโคลน
ทั้งที่น้ำในแม่น้ำควรจะไหล ยิ่งอยู่ในจังหวัดสูงๆ อย่างน่านด้วยแล้ว
แต่น้ำในแม่น้ำกลับนิ่งราวกับไม่รู้ว่าจะไหลไปทิศทางใด
เพราะทางไหนๆ ก็มี "น้ำ" เต็มไปหมด
 
ยังจำได้ ทุกเย็นของสัปดาห์แห่งการทำงานในเมืองน่าน
สายฝนโปรยจนดูเหมือนว่าฟ้ากำลังร้องไห้อย่างหนัก
เราเองก็อยากร้องไห้
สงสารคนที่เขาต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "น้ำท่วม"
 
ในทุกๆ วันที่ออกหน่วยก็อดไม่ได้นึกถึงเมื่อตอนเดินทางจากกรุงเทพมหานคร สู่เมืองน่าน
สองข้างทางเจิ่งไปด้วยน้ำ ภาพของชาวบ้านที่หอบข้าวของเพียงประทังชีวิตออกมานอนที่เต็นท์ริมถนน
สองข้างทางที่ควรจะมองไปแล้สเป็นนาเขียว
หรือที่ถูกควรเป็นท้องนาที่เห็นรวงข้าวเหลืองกระจ่าง
กลับเป็นเวิ้งท้องน้ำมองไกลสุดลูกหูลูกตา
 
ท้องน้ำนิ่ง ไม่มีที่ท่าจะลดลง
ภาพของบ้าน ที่มองเห็นเพียงหลังคา
หลังคาที่น้ำเงินสดใส ตัดกับท้องน้ำนิ่งที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ไม่กล้านึก ไม่กล้าคิดถึงว่าใต้ผืนน้ำนิ่งนั้น มีอะไรบ้าง
อะไรที่จมอยู่ใต้นั้นอาจเป็น "ทั้งชีวิต" ของใครบางคน
 
.
.
.
.
.
 
เอาใจช่วยผู้ประสบภัยทุกคนค่ะ
น้ำอาจมากจนท่วมล้น แต่เชื่อว่าน้ำใจจะเอ่อท้นมามากกว่า
 

แอปเปิ้ลที่เปลี่ยนโลก

posted on 07 Oct 2011 09:00 by ttaanngg  in Essay
 
"ว่ากันว่ามีแอปเปิ้ลสามลูกที่เปลี่ยนโลกใบนี้ แอปเปิ้ลลูกแรกคือลูกที่อดัมและอีฟกินเข้าไป 
แอปเปิ้ลลูกที่สองคือลูกที่ตกใส่หัวของเซอร์ไอแซค นิวตัน ทำให้เขาค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก 
และแอปเปิ้ลลูกที่สามคือแอปเปิ้ลของสตีฟ  จ๊อบ"
Credit จากที่ไหนซักแห่งใน internet
 
ถ้ามาดูในส่วนตัวของฉันแล้ว แอปเปิ้ลลูกแรกดูจะไม่เกี่ยวของกับฉันเท่าใดนัก ด้วยการนับถือและความเชื่อทางศาสนา เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่อดัมและอีฟกินเข้าไปนั้น มันทำให้โลกกลมๆ ใบนี้สั่นสะเทือนเท่าใดนัก
 
แอปเปิ้ลลูกที่สองนั้น ยอมรับว่าเป็นลูกที่ทำให้โลกนี้สั่นสะเทือนได้จริงๆ โดยเฉพาะในแง่ของแวดวงวิทยาศาสตร์นั้น  นับว่าก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา  ซึ่งทำเด็กทื่เรียนสายวิทยาศาสตร์อย่างฉัน ได้เรียนรู้ถึงแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้  สูตรการคำนวณยอดฮิตอย่าง F = ma 
 
สำหรับแอปเปิ้ลลูกนี้  ถึงก่อประโยชน์ให้โลกใบนี้มากมาย แต่ฉันเองก็ไม่ปลิ้มกับมันเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าฉันจะเคยเป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็จริง แต่ไม่สู้จะรักชอบกับวิชาฟิสิกส์เท่าไหร่  เคยถึงขั้นแอบคิดในสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตลกร้าย ถ้าหากว่าเซอรไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ในสวนทุเรียนประเทศไทยก็คงจะดี  เป็นความคิดของเด็กขี้เกียจเรียนแท้ๆ เลยเชียว
 
แอปเปิ้ลลูกที่สาม  อาจเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเปลี่ยนโลก  แต่ก็ทำให้โลกหมุนไปเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า  ยังจำได้เมื่อครั้งแรกที่ได้ลองใช้เครื่องแมคอินทอช เม้าส์ที่มีปุ่มเดียวให้ความรู้สึกแปลกๆ  ด้วยเพราะใช้ของค่ายคู่แข่งจนชินมือชินนิสัย  ในครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้าเทคโนโลยีที่มีสัญลักษณ์เป็นลูกแอปเปิ้ลแห่วงๆ นั้นก็มองด้วยสายตาอคติ เพราะไม่คุ้น ไม่ชินในความรู้สึก
 
ในคราวที่เห็นแอปเปิ้ลลูกนี้ครั้งแรกนั้น ยังเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไม่สนใจเทคโนโลยี  จึงไม่รู้สึกว่ามันสะดุ้งสะเทือนอะไรนัก จวบจนโตขึ้นมานั้น ก็เริ่มรู้สึก social network เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ก็เริ่มคิดถึงไอ้เจ้าลูกแอปเปิ้ลแห่วงๆ ราวกับโดนกัดนั้น
 
ประกอบกับสิ่งที่เรียกว่า "application" ต่างๆ นั้น ก็มีหลากหลายที่เข้ามาช่วยในการประกอบวิชาชีพ ก็เลยเริ่มสนใจ จนสุดท้ายก็ได้เจ้าโทรศัพท์ที่มีสัญลักษณ์เป็นแอปเปิ้ลแห่วงๆ มาไว้ในครอบครองจนได้เครื่องหนึ่ง
แอปเปิ้ลลูกนี้อาจจะไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ  แต่โลกของฉันก็เปลี่ยนไปเยอะขึ้นเมื่อได้มันมา
 
หลายครั้งที่โลกของฉันหมุนเร็วขึ้น  แล้วก็หลายครั้งที่โลกของฉันหมุนช้าลง  ฉันสามารถเก็บความทรงจำได้รวดเร็วมากขึ้น ฉันสามารถติดตามสถานการณ์  กระทั่งแชร์ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วทันใจ
 
จนเมื่อวานนี้ ได้ทราบข่าวว่าผู้รังสรรค์แอปเปิ้ลแหว่งๆ ลูกนี้ได้ลาจากโลกนี้ไปเสียแล้ว
 
ฉันไม่รู้หรอกว่า แอปเปิ้ลลูกนี้ เปลี่ยนโลกใบนี้ไปมากมายแค่ไหน  แต่รู้ว่ามันเปลี่ยนโลกของฉันไปมากมายทีเดียว 
 
ขอบคุณสตีฟ ที่สร้างแอปเปิ้ลลูกนี้ขึ้นมา  และทำให้ค้นพบว่าหลายครั้งเสน่ห์ที่สมบูรณ์แบบก็อาจอยู่ภายใต้สัญลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบก็เป็นได้ เหมือนที่ฉันหลงเสน่ห์โทรศัพท์เครื่องนี้ ทั้งที่สัญลักษณ์ทางการค้าของมันกลับเป็นเพียงแค่แอปเปิ้ลแหว่งๆ ลูกหนึ่ง
 
ตอนนี้คุณคงได้พักผ่อนแล้ว  หลังจากสร้างสรรค์เทคโนโลยีมามาก ขอให้พักผ่อนอย่างสงบค่ะ

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

posted on 17 Oct 2010 10:05 by ttaanngg  in Essay
เคยไหมที่ได้รู้จักใครซักคน ที่เขาเดินผ่านเข้ามาในชีวิต
แล้วสร้างสายสัมพันธ์เล็กๆ ที่เหนียวแน่นขึ้นมาระหว่างคนสองคน
ไม่ว่าด้วยเพราะอไรก็แล้วแต่
สายสัมพันธ์ที่แลดูเบาบาง ราวกับจะขาดลงได้ทุกเมื่อนั้น
กลับไม่เคยขาดลงเลยซักครั้ง
 
วันเวลาผ่านไป
ความทรงจำและสายสัมพันธ์ก็ดูซีดจางลงตามกาลเวลา
จนไม่รู้เสียแล้วว่า
ในอีกฝากฝั่งนึงของสายสัมพันธ์เบาบางนั้น
อีกฝ่ายยังคงถือไว้ หรือปล่อยให้หลุดลอยไปแล้ว
ในขณะที่อีกฝากฝั่ง
กลับยังมีอีกคนที่ยึดถือไว้อยู่
แม้ว่าสายสัมพันธ์นั้นจะซีดจาง เปราะบางเพียงไร
ก็คงถือมันไว้อย่างนั้น
 
วันเวลาผ่านไป หลายผู้คนที่ห่างหาย
จนเกิดกลายเป็นเหมือนช่องว่างเล็กๆ ในหัวใจ
เมื่อยามมองดูสายใยความสัมพันธ์ที่ซีดจางนั้น
อย่างไม่มั่นใจในอีกฝากฝั่งนึงของสายใยนี้
ปรากฎเป็นช่องว่างเล็กๆ ที่รอคนคนเดินกลับเข้ามายิ้มให้อย่างอ่อนโยน
พร้อมสัมผัสอุ่นๆ ทีีเคยได้
 
.
.
.
 
เวลาเดินทางไปข้างหน้าเสมอ และไม่เคยหวนกลับมา
ในช่องว่างเล็กๆ ที่คล้ายรอใครบางคนอยู่นั้น
อีกด้านนึงของหัวใจก็รับรู้ว่า ใครคนนั้นคงไม่กลับมา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
 
เหลือเพียงกลิ่นของความทรงจำ
หอมฟุ้งกรุ่นในหัวใจมิรู้คลาย
 
กลิ่นของความทรงจำ
ที่ย้ำให้ระลึกถึงเรื่องราวแสนดี ที่เคยเกิดขึ้น
และอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาสายใยความสัมพันธ์ที่แสนเบาบางนั้น
ไม่ให้สูญสลายไปก็เป็นได้
 
.
.
.
 
เก้าอีกตัวนึงในหัวใจ
ยังคงว่างเปล่าเสมอมา
นับแต่ใครคนนั้นจากไป รอคอยวันและเวลา
ให้คนคนนั้นกลับมานั่งที่เดิม
 
 
 

จริงๆ จะว่าไปแล้วซีรี่ย์เกาหลีเรื่องยาวเรื่องนี้ฉายทางโทรทัศน์มานานมากๆ แล้ว แต่ตัวของเราเองเพิ่งจะเช่ามาดูจนจบเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง หลังจากทีได้ยินคำร่ำลือจากบุคคลรอบๆ ตัวมานานว่าเรื่องนี้ดูสนุก และได้อะไรมากมาย

เนื้อเรื่องในช่วงแรกอาจดูสนุก ด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมในแง่ของความคิด ที่ตัวละครแต่ละตัวจะต้องวางแผนรักคุมใช้ความคิดอย่างมากมาย

แต่ช่วงหลัง อาจเป็นเรื่องราวทับซ้อนด้วยอารมณ์ ด้วยภาระและฉากหน้าของการเมือง จึงทำให้ดูเหมือนว่าการตัดสินใจอะไรก็ตามแต่ ดูเหมือนจะกลายเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจไปเสียแล้ว

เนื้อหาหลังจากนี้อาจมีสปอยล์ ใครไม่อยากอ่าน ข้ามได้เลยนะคะ ไม่ว่ากัน (จริงๆก็เหลือคนอ่านน้อยแล้วเนอะ)

 

 
 
เรื่องราวเริ่มต้นปูทางตั้งแต่นางเอกยังเล็ก ข้ามกาลเวลาบอกเล่าเรื่องราวถึงความลำบากเหนื่อยหนักเมื่อยามออกเดินทางหาตัวตนของตนเอง ก้าวผ่านข้ามความสูญเสียที่ดูหนักอึ้งราวกับจะทนเสียแทบไม่ได้

 

แต่มันอาจเทียบกันไม่ได้เมื่อเทียบกับคราวที่นางเอกต้องเอาบ่าของตนเองเข้ามารองรับทั้งแผ่นดิน ภาระนั้นดูจะหนักเสียจนหลายครั้งหลายหนทำให้แทบทรุด

เพราะเส้นทางที่นางเลือก คือหนทางของ "ราชินี" เส้นทางของอำนาจ ที่เมื่อไปยืนอยู่บนเส้นทางสายนั้นแล้ว จากที่เคยห้อมล้อมด้วยคนที่รักและภักดี กลับดูคล้ายๆ  ราวกับต้องเดินไปเส้นทางด้วยความเปล่าเปลี่ยว คนห้อมล้อมที่แม้ภักดี ก็มิอาจเข้าใกล้ หรือแม้เพียงแตะเบาๆ ที่บ่า ก็มิอาจมีผู้ใดสามารถกระทำได้

 

 

ในบรรดาคนสนิทของพระนาง คงมีคิมยูซินและพีดาม ที่ดูจะเป็นที่ไว้วางพระทัย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูต่างกันราวกับอยู่คนละขั้ว หากคิมยูซินคงเปรียบได้กับความสัตย์ซื่อจริงใจ  เป็นคนที่ซื่อตรงและพร้อมจะอยู่เคียงข้าง พร้อมมอบกายถวายชีวิตเพื่อคนที่ตนรัก พร้อมจะอยู่ข้างๆ และเสียสละทุกอย่างให้ราชินีของเขา

ให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นการปลอบประโลบ แม้เพียงจับมือไว้เพียงเพื่อให้กำลังใจ หรือเพียงแตะที่แขนเบาๆ เพียงเพื่อให้รู้ว่ายังคงอยู่ข้างๆ เสมอมา

หากเปรียบกับความรัก คิมยูซฺนเปรียบได้กับความรักที่พร้อมยอมเสียสละทุกสิ่ง เพื่อได้เห็นคนที่ตนเองรักไปถึงจุดหมาย พร้อมเข้าประคองช่วยเหลือในทุกขั้ตอน ทุกจังหวะก้าวของชีวิตอย่างไม่นึกถึงตัวเอง

 

 

 

แต่หากพีดามนั้น กลับเป็นคนที่โตมาด้วยความอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว โหยหาความรักและอ้อมกอด เฝ้าหาใครซักคนที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง

หากเปรียบเป็นความรัก ความรักของพีดามจึงรุนแรง รักมาก พร้อมจะเคียงข้างทำให้ได้ทุกอย่าง แต่ไม่ได้หมายถึงการเสียสละเพื่อเห็นคนรักไปสู่เป้าหมาย แต่เพราะต้องการหวังครอบครอง

 หากคิมยูซินคือความสัตย์ซื่อ พีดามก็คือความเจ้าเล่ห์ 

 


 

เด็กชายที่เกิดมาแล้วถูกมารดาที่ฉลาดจนเป็นภัยแก้แผ่นดิน อีกครึ่งคือบิดาที่มากด้วยยศศักดิ์ แต่กลับถูกทอดทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ ได้ถูกชุบเลี้ยงโดยบุคคลที่ขึ้นชื่อว่ารอบรู้ในด้านและเก่งที่สุดในแผ่นดิน

แต่น่าเสียดาย อาจารย์ผู้รู้ในทุกสิ่งกลับไม่รู้จักวิธีการมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กชายคนนี้ เด็กคนนี้จึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยหัวใจที่อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวและบิดเบี้ยวยิ่งนัก

และอาจด้วยเพราะปมนี้ ที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก  ความรักจึงเป็นความรักที่ทุ่มเท ให้ได้ทุกอย่างหากมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะอยู่ข้างๆ

แต่ยามระแวง จึงกลายเป็นความหายนะ ที่แม้ตนเองก่อ ก็มิอาจแก้ไข้ได้

.

.

.

.

ตอนจบของเรื่อง ทำให้เราน้ำตาไหลชนิดไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อยามพีดามฟันฝ่าคมหอก และม่านธนูด้วยระยะห่างเพียงสามร้อยก้าวจากหญิงที่ตนเองรัก ค่อยๆ ก้าวไปอย่างยากลำบาก จนเหลือเพียงสิบก้าวสุดท้ายที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้ 

เพราะถูกหยุดไว้ด้วยคมดาบของคิมยูซิน

อีกสิบก้าว เพียงเพื่อจะเรียกชื่อของหญิงที่ตนรัก

ยามที่ร่างของพีดามล้มลง หัวใจของราชินีดูราวจะเต้นช้าลงจนเกือบหยุดเต้น เมื่อยามล้มลงในระยะใกล้เคียงเพียงเพื่อจะมองหน้าชายที่เป็นที่พักวางหัวใจในยามเหนื่อยล้า ชายผู้ชายเรียกชื่อของพระนางอย่างไม่ลังเล ชายผู้มอบดอกไม้ให้พระนางเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไป 

โศกนาฏกรรมฉากสุดท้ายของพีดามนั้นมิได้เกิดจากใคร นอกไปจากปมในใจของพีดาม ผู้ถูกคนสนิทที่รู้จักจุดอ่อนนี้หลอกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวหาอำนาจ

.

.

.

.

อาจเพราะอำนาจเป็นส่งหอมหวานเย้ายวน แต่ยากจะจัดการ อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มักมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่บ่าเล็กๆ ของมนุษย์คนหนึ่งจะแบกเอาไว้ได้

และอาจเพราะความรักเป็นสิ่งหอมหวานที่ทุกคนล้วนแต่ใฝ้หา แต่หากรูปแบบคามรักของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป

และเพราะความรักมิใช่เพียงด้ายบางเบา แต่อาจเพราะมันเป็นสายใยที่สานแน่นหนักจนมิอาจขาดไปได้ง่ายดาย