เล่าเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
posted on 07 Nov 2009 23:34 by ttaanngg in Diaryวันนี้ออกจากบ้านไป ด้วยความหวังว่าจะหาร้านดีๆ ชาอร่อยๆ นั่งละเลียดปล่อยอารมณ์กับหนังสือซักเล่ม แต่เผอิญว่าหนังสือซักเล่มที่จะเอาไปเป็นขนมแกล้มกับชานั้น ไม่รู้จะเอาเล่มไหนดี เพราะอ่านจบวนไป เวียนมาก็หลายเล่ม วันนี้เลยสบโอกาสเข้าร้านหนังสือ ไหนๆ ก็ไปถึงใจกลางเมืองอย่างพารากอนแล้ว จะซื้อหนังสือภาษาไทยก็ดูอาจจะไม่ค่อยเหมาะ เลยได้มาสองเล่ม เป็นภาษาอังกฤษทั้งคู่
The Key to Rondo ของ Emily Rodda กับเรื่อง The Alchemist ของ Paulo Coelho
เรื่อง The key to Rondo ออกจะเป็นในทางวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ที่ดำเนินเนื้อด้วยตัวละครเด็กๆ วัยรุ่น และปริศนาที่เกี่ยวเนื่องกับกล่องดนตรีที่สืบทอดมาแต่โบร่ำโบราณ เพิ่งอ่านจบไปบทเดียวเอง ส่วนอีกเล่มยังไม่ได้แตะเลย
หวังว่าในการซื้อหนังสือมาเป็นภาษาอังกฤษ จะช่วยยืดระยะเวลาในการอ่านให้นานออกไปได้มากขึ้น เพราะอ่านหนังสือภาษาไทยทีไร ไม่เคยเกินสองวันก็จบแล้ว ถึงมันจะร่วมพันหน้าก็เถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไปได้ยังไง
เรื่อง The Key to Rondo นี่คาดหวังไว้เพียงแค่คงเป็นเรื่องที่อ่านสนุกๆ แล้วก็เพลินใจเท่านั้น น่าจะอ่านได้ไม่ยากอะไรนัก เพราะภาษาที่ใช้ก็ไม่ยากอะไร แค่อีกเล่ม ค่อนข้างคาดหวังไว้สูงกว่าเยอะ หวังว่ามันจะสนุก ซาบซึ้ง และภาษาคงจะงดงาม
อ่านจบเมื่อไหร่ จะเล่าสู่กันฟัง
"ผมเหงาจังคุณ คุณไม่เหงาบ้างเหรอ" อยู่ดีๆ ก็มีคนถามประโยคนี้ขึ้นมาเสียเฉยๆ
ตอบไปแค่ว่าเหงา แต่ถึงจะเหงาแค่ไหนก็เลือกจะเดินคนเดียวอยู่ดีในตอนนี้ สำหรับฉันแล้ว ช่วงเวลานี้ อยากอยู่กับตัวเองให้มากๆ ถึงจะเหงายังไงก็ยังไม่ค่อยคิดอยากเดินไปข้างๆ กับใครเท่าไหร่
บางครั้ง อยู่กับความเหงา มันก็เป็นความรู้สึกที่สวยงามไปอีกแบบ ความเหงาไม่ใช่ความรู้สึกที่ทำร้ายเราได้มากมายนัก หากเราไม่ปล่อยให้ความเหงาเข้ามาครอบคลุมพื้นที่ในจิตใจไปเสียจนไม่สามารถรับแสงสว่างจากสิ่งรอบๆ กายได้ ความเหงาก็อาจเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแท้ที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน
เมื่อใดที่ไร้ซึ่งความรู้สึกรัก ความคิดถึง ความห่วงหา ความเหงามักเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่นั่งเคียงข้างเราเสมอ แต่ก็น่าแปลกที่เพื่อนคนนี้ กลับไม่มีใครที่ต้องการเท่าไหร่นัก นึกแล้วก็น่าน้อยใจแทนความเหงา ที่ใครก็ต่างพากันหลีกเลี่ยง ไม่อยากพบเจอ ด้วยเพียงเพราะชอบคิดว่าความเหงา เป็นสิ่งที่ไม่ีดี เป็นสิ่งที่ทำร้ายเรา
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว จิตใจของเราเองต่างหาก ที่หลายครั้งอ่อนแอจนพาลให้ไม่ว่าความรู้สึกใดๆ ก็กลายเป็นอาวุธร้ายทิ่มแทงหัวใจเราได้เสมอๆ
ช่วงนี้แทบไม่ได้หยิบจับกล้องหรือแม้กระทั่งหยิบจับดินสอมาขีดเขียนอย่างที่ได้เคยตั้งใจไว้เลย
คิดว่าหลังจากผ่านพ้นเทศกาลแสนยุ่ง ก็น่าจะได้เวลาที่ทำตามอย่างที่ตั้งใจไว้ซักที ก่อนที่ฝีมือในการวาดภาพที่มีอยู่น้อยนิดจะค่อยๆ เลือนหายไปเสียก่อน นี่ยังอุตส่าห์คิดว่าอยากลองวาดภาพสีน้ำดูบ้าง แต่ก็นะ แค่ขาวดำธรรมดา ยังไม่ค่อยจะได้เรื่อง ยังไม่อยากนึกว่า ถ้าลงสีเข้าไปแล้ว จะออกมาย่ำแย่ขนาดไหน
แต่ก็เอาน่า คงไม่มีอะไรที่ยากเกินความพยายามหรอกมั้ง เพราะวาดภาพฉันเองก็ไม่ได้เรียนอะไรมากมายไปกว่าวิชาศิลปะตามหลักสูตรที่ได้เรียนเมื่อชั้นมัธยมนั่นล่ะ อาศัยความชอบและความพยายามที่จะวาดเป็นตัวช่วยมาตลอดก็เท่านั้นเอง

กลิ่นหอมๆ เย็นๆ เข้ากันดีกับโมกข์เชียว
ถ่ายตอนเย็นๆ หลังจากรดน้ำต้นไม้เรียบร้อยแล้ว
มืดไปนิด ต้องขออภัยค่ะ
#1 By TtAaNnGg on 2009-11-08 00:02