เรื่องราวของการจากลา

posted on 13 Apr 2010 22:46 by ttaanngg in Diary

หกปีแล้วนะ ที่ตาขึ้นไปอยู่บนนั้น ข้างบนนั้นต้องสุขสบายกว่ามากแน่ๆ ใช่ไหม?? อย่างน้อย ตาก็ไม่ต้องทรมานกับการหอบเหนื่อย ไม่ต้องนอนเป็นคนป่วยที่ขยับตัวเองไปไหนแทบไม่ไหว ไม่ต้องลำบากลำบนกับการพูด เพราะถูกเจาะคอ

เวลาที่หลานคนนี้เหนื่อยท้อแท้ จนถึงเสียใจ ตาเฝ้าดูอยู่ใช่ไหม หลายๆ ครั้งที่เหนื่อยมากมายแล้วกับฮึดกลับลุกขึ้นมาสู้ได้อีกครั้ง เป็นเพราะตาคอยส่งกำลังใจมาให้จากข้างบนนั้นใช่รึเปล่า 

 

 

หกปีเท่าจำนวนระยะเวลาที่ตาเปลี่ยนจากคนเคยใกล้ ไปอยู่บนฟ้า เป็นหกปีที่อาจเรียกได้ว่า ไม่เคยมีความสุขกับสงกรานต์ เทศกาลเฉลิมฉลองของใครต่อใคร กลับกลายเป็นเวลาให้คนอย่างเราได้ใคร่ครวญทบทวนเพื่อเรียนรู้ว่า ในวันนี้กับคนใกล้ชิดที่ยังสามารถพูดคุยและพบเจอกันได้นั้น เราได้ทำดีพอกับคนเหล่านั้นแล้วรึยัง

หากถามว่าทำไมในวันครบรอบการลาจากของตา เราจึงเสียใจมากมายเพียงนี้ ตอบได้อย่างหนึ่งนั่นเพราะ เสียใจที่หลายๆ อย่างทำให้ได้ไม่ดีพอ 

ด้วยอารมณ์แสนงอนเอาแต่ใจ ไม่เคยนึกอยากบริการใครเท่าไหร่ หลายครั้งจึงทำบางอย่างเพียงส่งๆ ไม่ได้ใส่ใจ เมื่อนึกทบทวนไปแล้ว ยิ่งพาลให้น้ำตาที่เก็บไว้ไหลล้นออกมาไม่ยาก ทำไมนะเราถึงได้แสนร้ายแสนเอาแต่ใจได้เพียงนั้น

เมื่อถึงวันที่สายเกินกว่าแม้เพียงหยิบยื่นรอยยิ้มหรือสัมผัสเพื่อบอกว่ารักมากเพียงใด ก็เป็นวันที่ได้รู้ตัวว่า ไม่มีโอกาสแม้แต่จะอ้อนอย่างที่เคยทำมาตลอด

 

 

ในบันทึกของชีวิตเรา น่าแปลกที่เต็มไปด้วยวันแห่งการสูญเสียของคนไม่กี่คน แต่เป็นคนไม่กี่คนจากเราไปในช่วงเวลาที่ควรเป็นการเฉลิมฉลอง ทำให้ในหลายๆ เทศกาลที่เราควรต้องเฮฮา กลับกลายเป็นเวลาให้เรานิ่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านไป

วันนี้เราดีพอกับคนใกล้ๆ เราแล้วรึยังนะ เราได้เผลอทำร้ายหัวใจหรือความรู้สึกของใครไปรึเปล่า? มักเป็นสิ่งที่เราถามตัวเองเสมอๆ เพราะกลัวเหลือเกินว่าหากวันเวลาพ้นผ่าน โอกาสจะทำดีด้วยกันจะห่างหายไป จนถึงขนาดว่าไม่มีโอกาสอีก 

แม้เราจะให้คำตอบกับตัวเองได้ว่า อดีตไม่ว่าจะเป็นอย่างไร วันนึงมันต้องผ่านพ้นไป มันไม่ใช่เรื่องเลยที่จะยึดติดคิดถึง แต่หลายครั้งก็อดคิดไม่ได้ หากตาได้เห็นเราใส่ครุย จะยิ้มลึกไปแววตา เหมือนเมื่ออย่างตอนที่พี่สาวเราใส่ครุยเพื่อมาถ่ายรูปด้วยกันไหม ประกายตาของความภาคภูมิใจจะส่อชัดออกมาอย่างนั้นรึเปล่า ตาจะภูมิใจแค่ไหนกันนะ กับหลานคนนี้

 

 

เราเองยังจดจำเรื่องราวต่างๆ ของตาได้จนบางครั้งนึกขำ ยังคงจดจำร่างสูงๆ ที่ชอบท่องเที่ยว และเมื่อยามจะออกไปไหนต้องแต่งตัวเรียบเนี้ยบ เสื้อเชิ๊ตทุกตัวของตาต้องรีดจนเรียบ ลงแป้งจับจีบจนเราเองยังเคยนึกขำว่า เสื้อมันแข็งเสียขนาดนั้นแล้ว จะใส่สบายได้อย่างไร  ผมที่ลงน้ำมันจนเรียบ ไม่มีหยุงเหยิงซักครั้ง

กระทั่งภาพของตายามปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ในบ้าน เรายังจดจำมันได้เสมอมา ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เสียหาย หลายๆ ครั้งตาก็เป็นคนซ่อมให้ เมื่อวันรื้อของเก่าๆ ออกมาดูแล้วเห็นของเล่นที่ถูกเก็บไว้จนแทบลืม ก็ฉุดเอาภาพที่ตากำลังซ่อมของเล่นให้หลานคนนี้ที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ

 

 

ไม่มีอีกแล้วร่างสูงๆ ที่คอยจับจูง น้ำเสียงดุเฉียบขาดที่เคยว่ากล่าว หรือกระทั่งอ้อมกอดอุ่นๆ ที่เคยปลอบโยนยามร้องไห้ เหลือเพียงภาพความทรงจำ ที่เรียกความอบอุ่นให้เต็มตื้นในหัวใจได้พอๆ กับน้ำตาที่หลั่งริน

หากตายังอยู่ จะเป็นอย่างไร เราได้แค่คิดฝันเอาเท่านั้น ก่อนจะตื่นมาเพื่อพบโลกความจริง ว่าตาไปขึ้นไปอยู่บนฟ้าเสียแล้ว คงไม่มีวันไหนๆ อีกที่เราจะได้สัมผัส ได้พูดคุยหรือกระทั่งเพียงทำอะไรแม้เพียงเล็กน้อยให้ได้อีก 

ในยามค่ำของวันที่ตาหลับและจากไปความรู้สึกตกใจและใจหายจนแทบหยุดหายใจนั้นเป็นอย่างไร ยังคงจำความรู้สึกนั้นได้ไม่เคยเสื่อมคลาย 

และความคิดถึงก็เช่นกัน หกปีแล้วก็ยังคงฝังตรึงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

 

Comment

Comment:

Tweet

ความคิดถึงมักจะเดินทางมาเงียบๆ
มาแบบไม่ให้เราตั้งตัว
แต่ถ้ามาแล้ว จะอยุ่กับเราซักระยะแล้วก้อจางหายไป

อาจจะไปพร้อมกับคราบน้ำตาของเราก็เป็นได้

#2 By PupaeHERO on 2010-04-27 17:02

ภาพไม่เกี่ยวกับเรื่องอีกตามเคย
ถ่ายที่เขาวัง เพชรบุรีค่ะ

#1 By TtAaNnGg on 2010-04-14 00:20