เมื่อวานนี้ได้จับกลุ่มกับเพื่อน 1 คนและรุ่นน้องในที่ทำงานอีก 1 คนไปดูเรื่อง mirror mirror
โดยรวมแล้วหนังสนุกดี มีช่วงจังหวะให้ได้หัวเราะบ่อยทีเดียว ฉากและเสื้อผ้าสวยงามอลังการ
 
ต่อไปนี้จะเป็นการสปอยล์เรื่องราวแล้วนะคะ
ใครยังไม่ดู แล้วตั้งใจไปดู ข้ามไปเลยค่ะ
ใครดูแล้วแล้ว เรามาอ่านแล้วแลกความคิดเห้นกัน
ส่วนใครยังไม่ดูแล้วคิดว่าจะไม่ดู อยากอ่านก็ได้ แต่กรุณอย่าว่าว่าเอามาสปอยล์ทำไม ข้าพเจ้าเตือนแลวเน้อ
 
Mirror Mirror เป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมากจากนิทานชื่อดังอย่าง Snowwhite 
คาดว่าข้อนี้ทุกคนคงรู้แล้ว
ต้นฉบับเป็นเรื่องราวราวของเจ้าหญิงแสนสวยที่แลดูบอบบาง
ต้องถูกรังแกจากราชินีใจร้ายอยู่ร่ำไปจนกว่าจะมีเจ้าชายรูปงาม มากด้วยคุณธรรมมาช่วย
แล้วเรื่องราวจากนั้นจึงจบลงด้วยการแต่งงาน มีชีวิตแสนหวานไปชั่วนิรันทร์
 
อีกข้อที่ทุกคนพอจะรู้คือเรื่องราวที่ถูกดัดแปลงนี้
เจ้าหญิงแสนสวยออกจะไม่เรียบร้อยและราชินีก็ออกจะใจร้ายปนติ๊งต๊องไปซักหน่อย
เช่นกัน เจ้าชายก็ไม่ใช่หนุ่มรูปงามมาดเข้มที่ดูหล่อเท่ห์ในทุกจังหวะอย่างก้าว
 
พูดในอีกมุมหนึ่งคือ เจ้าหญิงและเจ้าชายของเราในเรื่องนี้ดูจะใกล้ความเป็นคนธรรมดาขึ้นมาหน่อย
 
เรื่องราวเปิดมาด้วยสาเหตุที่ทำให้เจ้าหญิงแสนสวยต้องอยู่กับราชินีใจร้าย
หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงให้หมดความเชื่อมั่นในตัวเอง 
หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงให้ไม่รับรู้ความเป็นไปใดๆ 
หญิงสาวที่มีเพื่อนเป็นเพียงคนรับใช้ก้นครัว กับนกนตัวเล็กๆที่หลงบินเข้ามา
แต่อย่างว่าแหละ คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งก็เกิดการระเบิดได้เช่นกัน
 
เจ้าหญิงที่ดูไม่น่าจะทำอะไรได้เริ่มแหกกฎจนโดนไล่ออกจากวังเพื่อหวังว่าจะให้ไปตายกลางป่า
แต่ดันไม่เป็นไปตามนั้น เรื่องราวแท้จริงเริ่มจากจรงนี้ต่างหาก
 
หากเจ้าหญิงอยากจะเข้มแข็ง เธอมีราคาที่ต้องจ่าย
ทิ้งชีวิตหรูหรามาอยู่อย่างโจร
ทิ้งเสื้อผ้าสวยงามมาใส่ชุดที่ดูทะมัดทะแมง
มือที่เคยจับข้่วของสวยงามเปลี่ยนเป็นจับดาบ
 
ถึงจะดูไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่การที่ต้องอยู่ในป่าในสภาพของผู้หญิงคนเดียว
กับชายหนุ่ม (ที่ถึงแม้จะเป็นคนแคระ) ก็คงไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายหนักหนา
แต่ราคาที่สโนไวท์จ่ายไปนั้นก็คุ้ม 
เพราะความสุขที่ได้รับในตอนจบนั้น ก็เป็นอย่างที่เจ้าหญิงในเทพนิยายควรได้รับ
และสโนไวท์เลือกจะจ่าย ก่อนได้รับ
 
มาดูราชินีกับบ้าง 
แน่นอนผู้หญิงทุกคนอยากสวย แต่ความสวยเป็นอมตะ
และอำนาจที่นึกอยากใช้ได้ตามใจชอบ ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
แน่นอนว่าราชินีมีอำนาจ มากเท่าที่ต้องการ
มนต์สเน่ห์เส่ห์คาถา ใช้ได้คล้ายไร้ที่สิ้นสุด 
แต่ทั้งล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย 
 
ยิ่งราชินีเลือกผลที่ได้มีเท่าไหร่ มากเท่าไหร่ ราคาที่ต้องจ่ายก็ต้องสูงเท่านั้น
สำคัญที่ราชินีเลือกผลลัพธ์ก่อนจะรู้ราคาที่ต้องจ่าย
 
ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะสูง แต่ถ้าราคาที่สูงนั้นให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจก้คงพอยอมรับได้
แต่ราคาที่ราชินีจ่ายไปนั้น เมื่อคราวต้องจ่ายก้เป็นเวลาเดียวกันกับที่รู้ว่า
ราคาที่ต้องจ่ายไปแลกกับผลลัพธ์นั้น อาจไม่คุ้มค่ากัน 
เพราะเมื่อจ่ายไปแล้ว ราชินีไม่เหลือสิ่งใด
ไม่เหลือกระทั่งเงาจางๆ ให้ผู้คนได้นึกถึงอย่างชื่นชมเมื่อยามที่ตนลับล่วงไป
 
.
.
.
.
 
ถ้าใครได้ไปดูเรื่องนี้แล้ว คงจะได้ยินกระจกเตือนราชินีอยู่บ่อยๆ ว่า ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย
เฉกเช่นชีวิตคนเรานั่นล่ะ ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด
เรามีราคาที่ต้องจ่าย
 
อยากเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง คุณต้องจ่ายเป็นการฝึกฝนที่หนักหน่วง
อยากเป็นนักกีฬาที่เป็นหนึ่ง คุณต้องจ่ายเป็นการซ้อมแบบลืมคำว่าเหนื่อย
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องจ่ายด้วยการอ่าน การฝึกฝน
อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องจ่ายด้วยการทุ่มเททำงาน
แม้กระทั่งอยากเป็นคนดี ก็ยังต้องจ่ายด้วยการหักห้ามใจไม่ให้ทำสิ่งไม่ดี
หรือแม้แต่อยากจะไปถึงเป้าด้วยการโกง ก็ต้องจ่ายด้วยการมีชะนักปักหลังไปทั้งชีวิต
 
.
.
.
.
 
พอโตๆ มาแล้วบางคร้งก็รู้สึกว่ามีเรื่องที่ "ต้องจ่าย" ออกจะมากไปนิดนึง
อาจจะเพราะอยากได้หลายสิ่งเหลือเกิน
การงานมั่นคง การเงินแข็งแรง ที่ทำงานแสนดี ฯลฯ 
 
จนบางทีก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายด้วยอะไรดี
ถึงจะได้โลกสวยๆ แบบตอนเป็นเด็กๆ กลับมา แม้ซักนาทีก็ยังดี
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เรื่องนี้ผมชอบปานกลาง รู้สึกว่าโครงเรื่องดี แต่ทำไมเป็นหนังแล้ว ความเฉียบขาดกลับไม่ค่อยคมเท่าที่ควร

ตอนเด็กกว่านี้ ผมเคยคิดว่าตัวเองมีความสามารถจะทำได้ตั้งหลายอย่าง แต่ปัจจุบันยิ่งเรียนรู้โลกมากขึ้น กลับกลายเป็นผมจำกัดความสามารถตัวเอง จนความเป็นไปได้ที่หลากหลายหายไปหมดเลย